มันเทศส่งต่อมาจากสึชิมะจริงหรือ?
1. จุดเริ่มต้นของการปลูกมันเทศและการลองผิดลองถูก
การปลูกมันเทศบนเกาะสึชิมะเริ่มขึ้นในช่วงกลางสมัยเอโดะ คือปี ค.ศ. 1714 (ปีโชโทคุที่ 4) ในขณะนั้น แคว้นสึชิมะได้ซื้อ ริวกิวอิโมะ (Ryukyu-imo) จากนางาซากิเพื่อพยายามนำมาปลูกทั่วเกาะ แต่มีบันทึกในเอกสารของแคว้นว่าในช่วงแรกนั้นประสบความล้มเหลว
2. ความสำเร็จในการเพาะปลูกและการแพร่หลายทั่วเกาะ
ในปีต่อมาคือปี ค.ศ. 1715 (ปีโชโทคุที่ 5) ฮาราดะ ซาบุโรเอมอน แห่งหมู่บ้านคุฮาระ ตำบลอินาโกะ ประสบความสำเร็จในการเพาะปลูก ทางแคว้นจึงมอบหมายให้เขาเป็นผู้สอนวิธีการปลูก ส่งผลให้การเพาะปลูกสำเร็จในแต่ละพื้นที่และมันเทศได้แพร่หลายไปทั่วเกาะสึชิมะ
3. ที่มาของชื่อ 'โคโคอิโมะ (Koko-imo)'
ในสึชิมะซึ่งมีพื้นที่นาข้าวน้อยและประสบปัญหาขาดแคลนอาหารเรื้อรัง การแพร่หลายของมันเทศกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแก้ปัญหาปากท้อง
- โคโคอิโมะ (Koko-imo): ชาวเกาะสึชิมะเรียกมันเทศว่า โคโคอิโมะ เพื่อสื่อถึงการเป็นพืชที่น่าขอบคุณซึ่งช่วยกู้ชีวิตผู้คนจากความอดอยาก
- อนึ่ง ในญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่จะเรียกมันเทศว่า 'ซัตสึมะอิโมะ' แต่ในสึชิมะยังคงใช้ชื่อ โคโคอิโมะ มาจนถึงปัจจุบัน
4. การส่งต่อมันเทศสู่โชซอนและบทบาทของ โจ ออม
ประมาณ 50 ปีหลังจากแพร่หลายในสึชิมะ ในปี ค.ศ. 1763 (ปีที่ 39 ในรัชสมัยพระเจ้า ยองโจ) มันเทศได้ถูกส่งต่อไปยังอาณาจักรโชซอนโดย โจ ออม (Cho Eom) หัวหน้าคณะทูตโชซอน (Tongsinsa)
- เส้นทางการส่งต่อ: ระหว่างทางไปเอโดะ โจ ออม ได้พำนักที่สึชิมะและเล็งเห็นถึงประโยชน์ของมันเทศ จึงได้รวบรวมเมล็ดพันธุ์ส่งกลับไปยังท่าเรือปูซานก่อน ซึ่งถูกนำไปปลูกครั้งแรกที่ เกาะจอลยองโด (ปัจจุบันคือเกาะยองโด) ในปูซาน และได้รับชื่อว่า โจนากิ โดยรวมชื่อสกุลของโจ ออม และความหมายของการปักดำเข้าด้วยกัน
- ที่มาของชื่อ: โจ ออม บันทึกชื่อมันเทศในไดอารี่ แฮซาอิลกี (Haesa Ilgi) ของเขาว่า โคกวีมา (Koguima) โดยลอกเลียนเสียงอ่าน 'โคโคอิโมะ' ของญี่ปุ่น ซึ่งกลายเป็นที่มาของคำว่า 'โกกูมา' ในภาษาเกาหลีปัจจุบัน
5. การตั้งรกรากในฐานะพืชกู้ชีพ
เนื่องจากโชซอนเองก็ทุกข์ทรมานจากความแห้งแล้งเรื้อรัง มันเทศจึงได้รับความคาดหวังอย่างมากในฐานะ พืชกู้ชีพ แม้ในช่วงแรกจะมีความยากลำบากจากวิธีการปลูกที่ไม่คุ้นเคย แต่ต่อมา คัง พิลรี (Kang Pilli) ได้เรียบเรียงตำราการปลูกชื่อ คัมจอโบ (Gamjeobo) และด้วยความพยายามอย่างเป็นระบบทำให้มันเทศแพร่กระจายไปทั่วอาณาจักรโชซอน
หมูย่างปรุงรสสไตล์สึชิมะ: ทงจัง (Ton-chan)
1. กำเนิดและประวัติของทงจัง
ทงจังเริ่มต้นขึ้นในย่าน คามิสึชิมะ ทางตอนเหนือของเกาะสึชิมะ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โดยชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นในขณะนั้นได้นำวิธีการนำเนื้อสัตว์มาหมักปรุงรสแล้วย่างแบบเกาหลีมาเผยแพร่ในท้องถิ่น
- การเติมเต็มรสชาติ: เริ่มแรกเป็นน้ำซอสแบบเกาหลีที่ผสมโชยุ, กระเทียม และน้ำมันงา แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้มีการเพิ่มเต้าเจี้ยว (มิโซะ) หรือน้ำตาลตามความชอบของคนญี่ปุ่น จนกลายเป็น รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งมีความหวานและเค็มลงตัว อย่างในปัจจุบัน
- ความหมายของชื่อ: เป็นชื่อที่สร้างขึ้นโดยนำคำว่า 'ทง (豚)' ที่แปลว่าหมูในภาษาญี่ปุ่น มาต่อด้วยคำว่า 'จัง (ちゃん)' เพื่อให้ความรู้สึกที่เป็นกันเอง

2. จากอาหารท้องถิ่นสู่ระดับประเทศ
ในช่วงแรกเป็นเพียงอาหารเรียบง่ายที่ทำกินกันในครอบครัว แต่ค่อยๆ กลายเป็นเมนูที่เป็นตัวแทนของสึชิมะ โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 2012 ในการแข่งขันอาหารท้องถิ่นญี่ปุ่น (B-1 Grand Prix) ทงจังสามารถคว้าอันดับ 2 มาได้ ทำให้ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศญี่ปุ่น
3. วิธีการทานทงจังให้อร่อย
ทงจังมีรสชาติคล้ายกับหมูบุลโกกิของเกาหลี แต่มีความหวานและเข้มข้นกว่าเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะใช้เนื้อส่วนสันคอหรือสันนอกหมู
- วิธีการปรุง: ย่างหมูบนกระทะเหล็กพร้อมกับผักสดต่างๆ เช่น กะหล่ำปลี, ถั่วงอก และหอมใหญ่
- ความอร่อยตบท้าย: หลังจากทานเนื้อและผักหมดแล้ว วิธีที่เป็นที่นิยมมากในท้องถิ่นคือการนำ เส้นอุด้งลงไปผัดกับน้ำซอสที่เหลือ
ของดีสึชิมะ: คาสึมากิ (Kasumaki)
1. ลักษณะเด่นและที่มา
คาสึมากิ เป็นชื่อที่รวมคำว่า คาสเทลล่า (Castella) และคำว่า มากิ (Maki) ที่แปลว่าม้วนเข้าด้วยกัน เป็นขนมที่นำแป้งเค้กนุ่มๆ มาม้วนไส้ถั่วแดง (ทั้งแบบถั่วแดงกวนสีดำ หรือถั่วแขกกวนสีขาว) ไว้จนเต็ม ให้รสสัมผัสที่หนักแน่นและหวานหอม
2. ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์
มีที่มาจากขนมหรูหราที่ชาวบ้านจัดเตรียมไว้ต้อนรับเจ้าเมือง (ไดเมียว) ที่เดินทางกลับมาจากการปฏิบัติหน้าที่ ซันคินโคไท หลังจากจากไปนานถึง 3 ปี ในสมัยนั้น สึชิมะสามารถ จัดหาน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้านำเข้าที่หายากได้โดยสะดวกผ่านการค้ากับนางาซากิ จึงทำให้เกิดขนมที่มีรสหวานจัดจ้านเช่นนี้ได้
3. คาสึมากิในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน คาสึมากิกลายเป็นของฝากที่ต้องซื้อเมื่อมาเที่ยวสึชิมะ และเป็นอาหารที่ใช้ในงานมงคลต่างๆ นอกเหนือจากรสชาติดั้งเดิมแล้ว ยังมีการพัฒนารูปแบบที่หลากหลาย เช่น แป้งรสชาเขียว, ไส้ กาแฟหรือชาเขียว ไปจนถึงขนาดเล็กที่พกพาสะดวก
สึชิมะเบอร์เกอร์ (Tsushima Burger)
เบอร์เกอร์ทำมือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยใช้คัดสรรวัตถุดิบอาหารทะเลสดๆ จากสึชิมะ แทนที่จะใช้เนื้อแพตตี้ทั่วไป แต่จุดเด่นที่สุดคือการใส่ ปลาหมึกและสาหร่ายฮิจิกิ ซึ่งเป็นของดีของเกาะลงไป

- ลักษณะเด่น: เนื้อสัมผัสที่เคี้ยวหนึบของปลาหมึกเข้ากันได้ดีกับกลิ่นอายทะเลของสาหร่ายฮิจิกิ มอบรสชาติที่แตกต่างจากเบอร์เกอร์ทั่วไป
- เคล็ดลับ: ร้าน KIYO ในตัวเมืองอิซึฮาระ เป็นร้านเฉพาะทางที่มีชื่อเสียงที่สุด
เส้นมันเทศพื้นเมืองสึชิมะ: โรคุเบ (Rokube)
1. ภูมิหลังการกำเนิดของโรคุเบ
ประวัติของโรคุเบย้อนกลับไปประมาณ 200 ปีที่แล้ว ในช่วงกลางสมัยเอโดะ ในเวลานั้นสึชิมะมีที่ดินที่แห้งแล้งทำให้การปลูกข้าวทำได้ยากยิ่ง มันเทศจึงเป็นอาหารหลัก
- อาหารที่เอาชนะความหิวโหย: ในช่วง ทุพภิกขภัยปีเท็นเม ซึ่งเป็นความแห้งแล้งครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วญี่ปุ่นใน ช่วงปลายทศวรรษ 1700 ชาวสึชิมะที่ขาดแคลนอาหารได้นำมันเทศที่เก็บสะสมไว้มาทำเป็นแป้งเพื่อทำเส้นรับประทาน นี่คือจุดเริ่มต้นของโรคุเบ

2. ที่มาของชื่อ
เชื่อกันว่าชื่อโรคุเบมาจากชื่อของผู้ที่คิดค้นอาหารชนิดนี้เป็นคนแรก
- เกษตรกรโรคุเบ: มีเรื่องเล่าว่าเกษตรกรชื่อ โรคุเบ ในย่านชิมาบาระ คิวชู เป็นผู้คิดค้นวิธีทำเส้นจากมันเทศในช่วงข้าวยากหมากแพงและได้แพร่หลายมาจนถึงสึชิมะ ด้วยเหตุนี้ ทั้งสึชิมะและชิมาบาระจึงต่างร่วมกันอนุรักษ์โรคุเบในฐานะอาหารพื้นเมืองที่สำคัญ
3. กระบวนการทำโรคุเบที่พิถีพิถัน
โรคุเบทำจาก แป้งมันเทศ ด้วยวิธีการพิเศษที่ต่างจากเส้นก๋วยเตี๋ยวทั่วไป
- แป้งหมัก (เซ็น): นำมันเทศสดมาบด แช่น้ำเพื่อหมัก จากนั้นปั้นตะกอนเป็นก้อนกลมแล้วตากแห้ง เรียกว่า เซ็น (Sen) นำแป้งนี้มานวดด้วยน้ำร้อนเพื่อใช้งาน
- การรีดเส้น: ใส่แป้งนวดลงในแม่พิมพ์ที่มีรูแล้วกด เส้นที่หนาและสั้นจะตกลงไปในน้ำเดือดโดยตรง
- รสชาติและเนื้อสัมผัส: เส้นมีสีน้ำตาลเข้มและมีลักษณะเด่นคือ เนื้อสัมผัสที่ขาดง่ายและเรียบง่าย ส่วนใหญ่จะรับประทานในน้ำซุปใสที่เคี่ยวจากปลาซึ่งมีรสชาติกลมกล่อม
รสชาติแห่งชายหาดสึชิมะ: อิชิยากิ (Ishiyaki)
1. จุดเริ่มต้นและที่มาของอิชิยากิ
อิชิยากิเริ่มต้นจากอาหารของชาวประมงที่ทำงานตามชายฝั่งสึชิมะมาแต่โบราณ หลังจากเสร็จสิ้นการหาปลา ชาวประมงจะก่อไฟบนชายหาดและนำหินแถวนั้นมาเผาไฟให้ร้อนเพื่อย่างปลาที่เพิ่งจับได้รับประทาน ซึ่งวิธีการนี้ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
- กระทะธรรมชาติ หินควอตซ์พอร์ไฟรี: หินควอตซ์พอร์ไฟรี ที่หาได้ง่ายในสึชิมะ มีคุณสมบัติทนความร้อน ไม่แตกง่าย และเก็บความร้อนได้นาน หินนี้ทำหน้าที่เป็นกระทะธรรมชาติชั้นเลิศที่ช่วยให้อาหารสุกทั่วถึงจนถึงด้านใน
2. วัฒนธรรมการต้อนรับแขกคนสำคัญ
จากอาหารมื้อเรียบง่ายของชาวประมง อิชิยากิได้พัฒนาไปสู่ วัฒนธรรมการต้อนรับ (โอโมเตะนาชิ) ในแบบฉบับของสึชิมะเพื่อใช้รับรองแขกผู้มีเกียรติ
- วัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์: กลายเป็นอาหารมื้อพิเศษที่จัดเตรียมอาหารทะเลสดๆ ไว้อย่างเต็มอิ่ม เช่น ปลาตามฤดูกาลอย่างปลาไท (ปลากะพงแดง), ปลาบุริ, ปลาเก๋า รวมถึงหอยสังข์และหอยเชลล์
- การผสมผสานของซอสสูตรพิเศษ: ในตอนแรกมีการโรยเพียงเกลือแล้วย่าง แต่ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นวิธีการในปัจจุบัน คือการนำวัตถุดิบไปชุบ น้ำซอสสูตรพิเศษ ที่ผสมโชยุ, มิโซะ, น้ำตาล, กระเทียม ฯลฯ ก่อนนำลงไปย่าง
3. ขั้นตอนการดื่มด่ำกับอิชิยากิ
อิชิยากิเป็นอาหารที่ต้องเพลิดเพลินไปกับทั้งเสียงและกลิ่นหอมขณะที่วัตถุดิบกำลังสุกบนแผ่นหิน
- การเผาหิน: เตรียมหินโดยการเผาให้ร้อนจัดที่อุณหภูมิ สูงกว่า 180°C
- การย่าง: เสียงและกลิ่นหอมเมื่อวางปลาปรุงรสลงบนหินจะช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร หัวใจสำคัญของรสชาติคือการย่างไม่ให้เนื้อปลาติดแผ่นหิน
- การตบท้าย: หลังจากทานอาหารทะเลหมดแล้ว บางครั้งอาจมีการนำผักลงไปผัดกับน้ำซอสและน้ำมันที่เหลือบนแผ่นหิน
การเผาหินให้ร้อนเพียงพอปกติจะใช้เวลา นานกว่า 1 ชั่วโมง ดังนั้นหากต้องการลิ้มลองอิชิยากิ จำเป็นต้องจองล่วงหน้าเสมอ ก่อนเข้าใช้บริการที่ร้านอาหาร
แหล่งปลาไหลอานาโกะที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น: อานาโกะสึชิมะ
1. แหล่งผลิตปลาไหลอานาโกะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น คือสึชิมะ
สึชิมะเป็นแหล่งผลิตปลาไหลอานาโกะ (ปลาไหลทะเล) ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นอย่างไม่มีข้อกังขา สถานที่ที่จับปลาไหลอานาโกะได้มากที่สุดในญี่ปุ่นคือจังหวัดนางาซากิ และปริมาณส่วนใหญ่นั้นมาจากที่สึชิมะแห่งนี้เอง จึงไม่เกินจริงนักหากจะเรียกที่นี่ว่าเป็น เมืองหลวงแห่งปลาไหลอานาโกะของญี่ปุ่น
- การควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด: ชาวประมงสึชิมะใช้วิธีลอบและเบ็ดในการทำประมงอย่างพิถีพิถันเพื่อไม่ให้ปลาไหลอานาโกะเกิดบาดแผล ด้วยเหตุนี้ ปลาไหลอานาโกะจากสึชิมะจึงสามารถรักษา คุณภาพระดับสูงสุด ไว้อย่างต่อเนื่อง

2. รสชาติและโภชนาการ: ความแตกต่างจากปลาไหลน้ำจืด
ปลาไหลอานาโกะไม่เพียงแต่มีรสชาติกลมกล่อม แต่ยังเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หากเปรียบเทียบกับปลาไหลน้ำจืด (อูนางิ) ที่ทานกันทั่วไป จะมีลักษณะเด่นดังนี้
- รสชาติที่เบาสบาย: มีปริมาณไขมัน ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับปลาไหลน้ำจืด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชอบรสชาติที่สะอาดและกลมกล่อมมากกว่ารสสัมผัสที่มันเยิ้ม
- สารอาหารครบถ้วน: เต็มไปด้วยวิตามิน A, E, D และกรดไขมันที่มีประโยชน์อย่าง DHA ซึ่งช่วยบำรุงสุขภาพผิว และมีประสิทธิภาพในการ บำรุงสายตาและปกป้องการมองเห็น
3. เมนูปลาไหลอานาโกะที่หลากหลายบนเกาะสึชิมะ
การแวะร้านอาหารปลาไหลอานาโกะเป็นความสุขที่ไม่ควรพลาดในการเที่ยวสึชิมะ นอกจากการย่างแล้ว ยังสามารถลิ้มรสในรูปแบบที่หลากหลายมาก
- เมนูอาหารจานเดียว: ที่ได้รับความนิยมมากคือ อานาโกะเทนด้ง (ข้าวหน้าเทมปุระปลาไหล), อานาโกะซูชิ และ อานาโกะราเมง ที่มีรสชาติน้ำซุปเข้มข้นเป็นเอกลักษณ์
- เครื่องเคียงและของฝาก: ปลาไหลอานาโกะย่างเบาๆ เป็นกับข้าวชั้นยอด ส่วนผลิตภัณฑ์ปลาไหลอานาโกะตากแห้งก็เหมาะสำหรับเป็นกับแกล้มหรือ ของฝาก ที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน

