บทนำ
แม้จะเป็นการยากที่จะมาเยือนหากไม่มีรถเช่า แต่จุดชมวิวที่แนะนำที่สุดบนเกาะสึชิมะคือ จุดชมวิวเอโบชิดาเกะ สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเกาะสึชิมะ ให้คุณได้ดื่มด่ำกับทัศนียภาพพาโนรามา 360 องศาของชายฝั่งแบบรีอาส (Rias) ที่สลับซับซ้อนของ อ่าวอาโซะ (Aso Bay) และหมู่เกาะที่เรียงราย จนได้รับฉายาว่า "ฮาลองเบย์แห่งสึชิมะ"
อย่างไรก็ตาม โปรดทราบว่า ศาลเจ้าวาทะซึมิ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทางไปจุดชมวิว ปัจจุบันมีการ จำกัดการเข้าชมของชาวต่างชาติ โปรดพิจารณาข้อมูลนี้เมื่อวางแผนการเดินทาง
ศาลเจ้าวาทะซึมิ
1. 'เสาโทริอิ 5 ต้น' ที่เชื่อมจากทะเลสู่บก
บริเวณหน้าศาลเจ้าวาทะซึมิมีเสาโทริอิ 5 ต้นตั้งเรียงกันเป็นเส้นตรง โดย 2 ต้นในนั้นตั้งอยู่ในทะเล ซึ่งจะสร้างทัศนียภาพที่สวยงามและลึกลับตามการขึ้นลงของน้ำทะเล
- ทางผ่านของเทพแห่งทะเล (Sea God): ตามตำนานเล่าว่าเป็นเส้นทางที่เทพแห่งทะเลใช้เมื่อเสด็จขึ้นมาบนบก
- ทางเข้าสู่วังมังกร: เชื่อกันว่าตัวศาลเจ้าตั้งอยู่ในจุดที่เคยเป็นวังของ เจ้าหญิงโตโยตามะ บุตรีของเทพแห่งทะเล หรือที่รู้จักกันในชื่อ "วังมังกร"

2. เรื่องราวของพี่น้องแห่งภูเขาและทะเล: ยามาซาจิฮิโกะ และ อูมิซาจิฮิโกะ
1) โชคชะตาที่พลิกผันจากเบ็ดตกปลา
ในตำนานญี่ปุ่นโบราณ มีพี่ชายชื่อ อูมิซาจิฮิโกะ (ผู้โชคดีแห่งทะเล) ซึ่งเก่งเรื่องการประมง และน้องชายชื่อ ยามาซาจิฮิโกะ (ผู้โชคดีแห่งภูเขา) ซึ่งเก่งเรื่องการล่าสัตว์ วันหนึ่งทั้งสองตัดสินใจแลกเปลี่ยนอุปกรณ์กันเพื่อลองทำสิ่งที่อีกฝ่ายถนัด
- จุดเริ่มต้นของเรื่อง: น้องชายยามาซาจิฮิโกะที่ไม่ถนัดการตกปลา ทำ เบ็ดตกปลาอันล้ำค่าของพี่ชายตกหาย ไปในทะเล
- ความกริ้วของพี่ชาย: พี่ชายโกรธมากและขับไล่น้องชายออกไป โดยสั่งว่าต้องไปหาเบ็ดอันเดิมกลับมาให้ได้เท่านั้น
2) พรหมลิขิตในวังมังกรและลูกแก้ววิเศษ
ยามาซาจิฮิโกะดำลงไปใต้ทะเลลึกเพื่อหาเบ็ดที่หายไป จนไปถึงวังมังกรที่ประทับของ วาทะซึมิ เทพแห่งทะเล
- ความรักและการแต่งงาน: เขาได้พบและตกหลุมรักกับ เจ้าหญิงโตโยตามะ ธิดาของเทพทะเล ทั้งสองแต่งงานและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนานถึง 3 ปี
- อุปกรณ์แห่งชัยชนะ: เมื่อพบเบ็ดและถึงเวลาต้องกลับขึ้นบก เทพทะเลผู้เป็นพ่อตาได้มอบ ลูกแก้วน้ำขึ้น และ ลูกแก้วน้ำลง เพื่อควบคุมกระแสน้ำ น้องชายใช้พลังวิเศษนี้ทำให้พี่ชายที่เข้ามาโจมตีต้องยอมสยบและยอมแพ้ในที่สุด
3) การจากลาที่น่าเศร้าและเส้นทางทะเลที่ปิดตาย
- สามีผู้ผิดคำสัญญา: เมื่อถึงเวลาคลอดบุตร เจ้าหญิงโตโยตามะเสด็จขึ้นมาบนบกและให้คำมั่นกับสามีว่า ห้ามแอบดูเธอเด็ดขาด ในขณะคลอด อย่างไรก็ตาม ยามาซาจิฮิโกะทนความสงสัยไม่ไหวและแอบดู จนเห็นร่างจริงของภรรยาที่กลายเป็นฉลาม (หรือมังกร) ในขณะคลอดบุตร
- การตัดขาดชั่วนิรันดร์: เจ้าหญิงโตโยตามะที่อับอายเพราะตัวตนถูกเปิดเผย ได้ทิ้งบุตรที่เพิ่งเกิดไว้และกลับคืนสู่ทะเล ในตอนนั้นเธอได้ปิดทางเชื่อมระหว่างทะเลและแผ่นดิน ทำให้ โลกมนุษย์และโลกเทพเจ้า แยกจากกันตลอดกาล
การสืบทอดความเชื่อเรื่องเจ้าหญิงโตโยตามะ: ศาลเจ้าอุโดะ (Udo Jingu) ในมิยาซากิ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสถานที่คลอดบุตรของเธอ ปัจจุบันมีชื่อเสียงในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับขอพรเรื่องการคลอดบุตร นอกจากนี้ที่น้ำพุร้อนอุเรชิโนะยังมี ศาลเจ้าโตโยตามะ เพื่อระลึกถึงเธอผู้มีผิวพรรณงดงาม โดยมีตำนานว่าหากราดน้ำลงบนรูปปั้นปลาดุกขาวจะช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้น
3. ความหมายทางประวัติศาสตร์จากตำนาน
ตำนานนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่เรื่องเล่า แต่เชื่อมโยงกับรากเหง้าของราชวงศ์ญี่ปุ่น
- ต้นกำเนิดราชวงศ์: เด็กที่เกิดในครั้งนั้น ต่อมากลายเป็นบิดาของจักรพรรดิจิมมู (ยูกายะฟูกิอาเอซุ) ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่น
- สัญลักษณ์แห่งสายเลือด: สิ่งนี้ถูกใช้เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าราชวงศ์ญี่ปุ่นสืบสายเลือดมาจาก เทพแห่งทะเล
ตามตำนาน หลังจากเจ้าหญิงโตโยตามะกลับไปในทะเล น้องสาวของเธอ เจ้าหญิงทามายูริ เป็นผู้เลี้ยงดูหลานชายจนเติบใหญ่ ต่อมาเด็กคนนั้นและเจ้าหญิงทามายูริ (ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า) ได้มีบุตรด้วยกัน ซึ่งก็คือ จักรพรรดิจิมมู จักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่นนั่นเอง
4. สุสานเจ้าหญิงโตโยตามะ (豊玉姫御陵墓)
บริเวณด้านหลังศาลเจ้าวาทะซึมิเป็นที่ตั้งของ สุสานเจ้าหญิงโตโยตามะ เนื่องจากเธอเป็นบุคคลในตำนาน สถานที่นี้จึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนามากกว่าจะเป็นที่เก็บอัฐิจริง
- ลักษณะ: เป็นรูปทรงเรียบง่ายที่มีกองหินสุมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ให้บรรยากาศแบบพื้นบ้านคล้ายกับศาลเจ้าดั้งเดิม
จุดชมวิวเอโบชิดาเกะ
1. ทำเลและภาพรวม
ตั้งอยู่ใกล้ยอดเขาที่ระดับความสูงประมาณ 176 เมตรจากระดับน้ำทะเล สามารถมองเห็น อ่าวอาโซะ (Aso Bay) ได้ในคราวเดียว เนื่องจากตั้งอยู่ส่วนกลางของเกาะ จึงเป็นจุดที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจลักษณะภูมิประเทศของทั้งเกาะ
- ลักษณะเด่น: สามารถชมทิวทัศน์ พาโนรามา 360 องศา ของอ่าวอาโซะที่มีเกาะเล็กๆ กระจายอยู่ประดุจอัญมณี
2. ความลึกลับของอ่าวอาโซะและชายฝั่งรีอาส
อ่าวอาโซะที่มองเห็นจากจุดนี้เป็นทะเลภายใน (Inland Sea) ที่เกิดจาก ชายฝั่งแบบรีอาส (Rias Coast) ที่มีเส้นชายฝั่งซับซ้อน
- ลักษณะทางภูมิศาสตร์: ชายฝั่งมีความโค้งเว้าลึก มีเกาะและอ่าวเล็กๆ มากมาย ทำให้คลื่นลมสงบมาก
- คุณค่าทางประวัติศาสตร์: ด้วยภูมิประเทศตามธรรมชาตินี้ จึงถูกใช้เป็น ท่าเรือธรรมชาติ มาตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นพื้นที่ที่การทำประมงรุ่งเรืองมากจนถึงปัจจุบัน

3. ที่มาของชื่อ 'เอโบชิดาเกะ'
ชื่อจุดชมวิว 'เอโบชิดาเกะ (Eboshidake)' มาจากชื่อหมวกดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่เรียกว่า 'เอโบชิ (Eboshi)'
- ที่มา: เนื่องจากรูปทรงของภูเขาเมื่อมองจากระยะไกลมีลักษณะคล้ายกับทรงสามเหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์ของหมวกเอโบชิ
4. จุดแนะนำในการเข้าชม
บนยอดเขามี ระเบียงไม้สำหรับชมวิว จัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนและเพลิดเพลินกับทิวทัศน์
- ช่วงเวลาที่ดีที่สุด: เป็น จุดถ่ายรูปยอดนิยม ที่สามารถถ่ายภาพสวยๆ ได้ทุกทิศทาง โดยเฉพาะวิวทะเลสีฟ้าในวันที่ท้องฟ้าสดใส และทัศนียภาพ พระอาทิตย์ตก ที่สวยงามมีชื่อเสียง
สะพานมันเซกิและจุดชมวิวมันเซกิ
1. ภูมิหลังทางภูมิศาสตร์: การตัดแบ่งใจกลางเกาะด้วยฝีมือมนุษย์
แต่เดิมเกาะสึชิมะเป็นเกาะเดียว แต่จุดที่เป็นสะพานมันเซกินี้เป็นส่วนที่แคบที่สุดของเกาะ ซึ่งทางภูมิศาสตร์เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเกาะคามิจิมะ (ตอนเหนือ) และเกาะชิโมจิมะ (ตอนใต้)
- การกำเนิดของคลอง: ในปี ค.ศ. 1900 กองทัพเรือญี่ปุ่นได้ขุดส่วนที่แคบนี้เพื่อสร้างคลองเทียมชื่อ มันเซกิ เซโตะ (Manzeki Seto) เพื่อให้เรือรบเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว
- สึชิมะที่ถูกแบ่งแยก: การก่อสร้างนี้ทำให้เกาะสึชิมะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนทางกายภาพ และสะพานที่สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมเกาะทั้งสองเข้าด้วยกันอีกครั้งคือ สะพานมันเซกิบาชิ

2. จุดตัดสินประวัติศาสตร์: สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น และยุทธนาวีสึชิมะ
คลองและสะพานแห่งนี้เป็นมากกว่าทางผ่าน แต่มันคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญใน สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (1904-1905) ที่เปลี่ยนทิศทางประวัติศาสตร์โลก
- กลยุทธ์เหนือชั้น: ในปี 1905 ระหว่างยุทธนาวีสึชิมะ หน่วยเรือตอร์ปิโดของญี่ปุ่นไม่ได้เดินเรืออ้อมทะเลด้านนอกที่บ้าคลั่ง แต่ใช้คลองเทียมนี้ลัดจากอ่าวอาโซะออกสู่ทะเลตะวันออก (Sea of Japan) ได้อย่างรวดเร็ว
- เส้นทางจู่โจมสายฟ้าแลบ: การเคลื่อนพลนี้มีส่วนสำคัญในการซุ่มโจมตีกองเรือบอลติกของรัสเซีย และส่งผลให้ญี่ปุ่นได้รับชัยชนะทางยุทธศาสตร์ในสงครามทางเรือครั้งนั้น
3. ประวัติศาสตร์ที่มองจากจุดชมวิวมันเซกิ
จุดชมวิวมันเซกิ ตั้งอยู่บนเนินเขาใกล้กับสะพาน เป็นจุดที่สามารถมองเห็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์นี้ได้อย่างชัดเจน
- จุดชมวิว: เมื่อขึ้นไปบนจุดชมวิว จะเห็นสะพานโค้งสีแดงและกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากไหลผ่านเบื้องล่าง
- ร่องรอยประวัติศาสตร์: คลองมันเซกิที่เคายเป็นสมรภูมิอันตึงเครียดของเรือรบในอดีต ปัจจุบันได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับ 1 ของสึชิมะที่เต็มไปด้วยเรือประมงที่เงียบสงบและนักท่องเที่ยว
เคล็ดลับการเข้าชม: น้ำทะเลใต้สะพานมันเซกิจะไหลเชี่ยวราวกับแม่น้ำตามความแตกต่างของระดับน้ำขึ้นน้ำลง แนะนำให้ลองเดินบนสะพานหรือสังเกตกระแสน้ำจากจุดชมวิวพร้อมรำลึกถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์
สึชิมะ กรีน พาร์ค
1. ภาพรวมและลักษณะเด่น
เป็นหนึ่งใน สถานนันทนาการและสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุด ในตอนกลางของสึชิมะ เป็นพื้นที่พักผ่อนที่รวมกิจกรรมสันทนาการบนบกและทางน้ำเข้าด้วยกัน โดยมีทัศนียภาพอันงดงามของอ่าวอาโซะเป็นฉากหลัง
2. กิจกรรมนันทนาการและสนามกีฬาหลัก
มีสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะทางที่รองรับได้ตั้งแต่กลุ่มครอบครัวไปจนถึงคนท้องถิ่นที่รักการออกกำลังกาย
- สนามกีฬา: ภายในพื้นที่มี สนามเบสบอลและเทนนิส ที่ได้มาตรฐาน
- พื้นที่พักผ่อนครอบครัว: มี สนามเด็กเล่น ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ และ พื้นที่ปิกนิก กว้างขวางสำหรับใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว
3. ชายหาดและกิจกรรมทางน้ำ
ภายในสวนมี ชายหาดทราย สวยงามสองแห่ง ซึ่งเป็นจุดเล่นน้ำยอดนิยมในฤดูร้อน
- สวรรค์ของการดำน้ำตื้น: น้ำทะเลใสมากและสงบนิ่ง เหมาะที่สุดสำหรับการ ว่ายน้ำและดำน้ำตื้น (Snorkeling) อย่างปลอดภัย
- โลกใต้ทะเล: น้ำสะอาดจนสามารถสังเกตเห็น ปลาเขตร้อน หลากหลายชนิดได้โดยตรงจากบริเวณชายหาด
ยูตาริ แลนด์
เป็น รีสอร์ตน้ำพุร้อนครบวงจร ตั้งอยู่ใกล้สนามบินสึชิมะ มีสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่เช่ารถขับเพื่อแวะพักผ่อนคลายความเหนื่อยล้าระหว่างการเดินทาง
- ลักษณะเด่นของออนเซ็น: มีทั้งบ่อในร่มขนาดใหญ่ บ่อกลางแจ้ง และห้องซาวน่า คุณภาพของน้ำช่วยให้ ผิวพรรณเรียบเนียนและคลายความเมื่อยล้า ได้ดี
- สิ่งอำนวยความสะดวก: นอกจากบ่อน้ำร้อนแล้ว ยังมี ร้านอาหารและพื้นที่พักผ่อน ที่คุณสามารถลิ้มรสอาหารจากวัตถุดิบในท้องถิ่น
- เคล็ดลับการใช้งาน: เดินทางสะดวกมาก โดยใช้เวลาขับรถเพียง 5-10 นาทีจากสนามบินสึชิมะหรือสะพานมันเซกิ
- ค่าบริการออนเซ็น
- ผู้ใหญ่ 800 เยน, ผู้สูงอายุ (70 ปีขึ้นไป) และนักเรียนมัธยม 650 เยน, เด็ก (4 ปี - ประถม) 400 เยน, ต่ำกว่า 3 ปี ฟรี
- บ่อครอบครัว (Family Bath) 60 นาที 2,000 เยน / 90 นาที 2,500 เยน
- เข้าได้สูงสุด ผู้ใหญ่ 2 คน และเด็ก 3 คน
- มีค่าภาษีแช่น้ำพุร้อนแยกต่างหาก 150 เยน * จำนวนคน
- เวลาทำการ
- ออนเซ็น 10:00 ~ 23:00 น.
- บ่อครอบครัว 10:00 ~ 21:00 น.
- ออนเซ็นรอบเช้ามืด 06:00 ~ 08:00 น. (เปิดเฉพาะบ่อใหญ่และบ่อกลางแจ้ง)
- สิ่งที่ควรเตรียม: การเตรียมผ้าขนหนูไปเองจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ที่สถานที่ก็มี บริการเช่า แบบเสียค่าใช้จ่าย - ข้อควรระวัง: วันหยุดประจำหรือเวลาทำการอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล โปรดตรวจสอบก่อนเข้าใช้บริการ
ซากปราสาทคาเนดะ
1. ภูมิหลังการสร้าง: การล่มสลายของแพ็กเจและภัยคุกคามจากกองทัพถัง-ชิลลา
ปราสาทคาเนดะถูกสร้างขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 7 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดในเอเชียตะวันออก หลังจากความพ่ายแพ้ใน ยุทธนาวีที่แม่น้ำเพ็กกัง (กองทัพพันธมิตรแพ็กเจ-ญี่ปุ่น vs กองทัพถัง-ชิลลา) ในปี 663 ญี่ปุ่น (วา) เริ่มหวาดกลัวการรุกรานจากจีนราชวงศ์ถังและอาณาจักรชิลลา
- แนวป้องกันด่านหน้า: เพื่อเตรียมรับมือ ในปี 667 จึงมีการสร้างปราสาทคาเนดะขึ้นบนยอดเขา โจโจดาเกะ (Mt. Shiroyama) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ในสึชิมะที่ใกล้กับคาบสมุทรเกาหลีมากที่สุด
- ระบบป้องกัน: นี่คือหัวใจสำคัญของแนวป้องกันทางทิศตะวันตกเพื่อปกป้อง 'ดาไซฟุ' ในคิวชู และเป็น ป้อมปราการป้องกันประเทศที่ทันสมัยที่สุด ในการปกป้องเส้นทางสู่ญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่

2. ลักษณะเด่น: 'ปราสาทภูเขาแบบแพ็กเจ' ที่บรรจุเทคโนโลยีจากโกกูรยอและแพ็กเจ
ลักษณะเด่นทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของปราสาทคาเนดะคือ เป็น ปราสาทภูเขาแบบแพ็กเจ ที่สะท้อนถึงเทคโนโลยีของผู้อพยพจากแพ็กเจ
- กำแพงหินที่แข็งแกร่ง: วิธีการสร้างกำแพงหินที่พาดผ่านหุบเขาพร้อมกับใช้ภูมิประเทศที่ลาดชัน มีความคล้ายคลึงกับเทคโนโลยีการสร้างปราสาทภูเขาของโกกูรยอและแพ็กเจในคาบสมุทรเกาหลีในเวลานั้นอย่างมาก
- การอนุรักษ์กำแพง: จนถึงปัจจุบัน บริเวณ ประตูเมืองที่ 1, 2 และ 3 ยังคงมีกำแพงที่สร้างจากหินที่ตัดแต่งอย่างประณีตหลงเหลืออยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ยอดเยี่ยมในยุคนั้น
3. การปรากฏตัวอีกครั้งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่: ฐานปืนใหญ่สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น
ป้อมปราการโบราณแห่งนี้กลับมามีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกครั้งในยุคสมัยใหม่หลังจากผ่านไปกว่า 1,200 ปี
- การสร้างฐานปืนใหญ่: ในช่วงต้นทศวรรษ 1900 กองทัพญี่ปุ่นได้ติดตั้ง ฐานปืนใหญ่โจโจดาเกะ (Shiroyama Battery) ใกล้กับยอดเขาเพื่อเฝ้าดูกองเรือรัสเซียและป้องกันอ่าวอาโซะ
- การซ้อนทับของประวัติศาสตร์: กำแพงปราสาทโบราณและร่องรอยฐานปืนใหญ่คอนกรีตสมัยใหม่ดำรงอยู่ร่วมกันในสถานที่เดียว เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของเกาะสึชิมะ
4. คุณค่าทางประวัติศาสตร์และปัจจุบัน
- โบราณสถานพิเศษ: สถานที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น โบราณสถานพิเศษ ของญี่ปุ่น และในปี 2017 ได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะสถานที่ที่สามารถสัมผัสถึงกลิ่นอาย 'แพ็กเจในญี่ปุ่น'
- ความหมายของทัศนียภาพ: เมื่อยืนบนยอดเขา ทัศนียภาพที่เปิดกว้างจนสามารถมองเห็นเกาะกอเจและเมืองปูซานของเกาหลีได้ในระยะไกล ทำให้สัมผัสได้ว่าในอดีตที่นี่เคยเป็น หอคอยสังเกตการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด
เคล็ดลับการเข้าชม: เส้นทางเดินป่าไปยังซากปราสาทคาเนดะได้รับการดูแลอย่างดี แต่ต้องใช้การเดินป่าเบาๆ ประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อเที่ยว เนื่องจากเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์และจุดชมวิวที่ยอดเยี่ยม แนะนำให้สวมรองเท้าผ้าใบที่ใส่สบายและเตรียมน้ำดื่มไปด้วย

