ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพาสปอร์ตและวีซ่า
ญี่ปุ่นสำหรับผู้ถือสัญชาติประเทศที่มีข้อตกลงยกเว้นวีซ่า หากมี หนังสือเดินทางทั่วไป (Regular Passport) ที่ยังมีผลใช้ได้ จะสามารถเดินทางเข้าประเทศแบบไม่ต้องขอวีซ่าได้สูงสุด 90 วัน
- หนังสือเดินทางทั่วไป (Regular Passport): พาสปอร์ตมาตรฐาน ใช้เดินทางเข้า-ออกต่างประเทศได้จนถึงวันหมดอายุ
- พาสปอร์ตชั่วคราว/ฉุกเฉิน (Emergency/Temporary Passport): ออกให้ในกรณีสูญหายหรือเหตุฉุกเฉิน โดยทั่วไปใช้ได้ 1 ครั้งหรือมีอายุสั้น
ญี่ปุ่นต่างจากบางประเทศตรงที่ไม่ได้กำหนดว่าพาสปอร์ตต้องเหลืออายุอย่างน้อย 6 เดือน เพียงแค่พาสปอร์ต ไม่หมดอายุระหว่างช่วงพำนัก ก็ไม่มีปัญหาในการเข้าประเทศ
รายชื่อประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าหากเป็นผู้ถือสัญชาติที่ไม่อยู่ในกลุ่มยกเว้นวีซ่า เมื่อต้องการท่องเที่ยวญี่ปุ่นจะต้องเตรียม วีซ่า แยกต่างหาก ควรเตรียมล่วงหน้า
ยื่นขอวีซ่าญี่ปุ่นบางครั้งมีกรณี ใส่พาสปอร์ตไว้ในกระเป๋าโหลดใต้เครื่อง ซึ่งจะทำให้ ไม่สามารถเข้าประเทศญี่ปุ่นได้ พาสปอร์ตต้อง พกติดตัวเสมอขณะขึ้นเครื่อง หรือระหว่างอยู่ที่สนามบินและการเดินทางในพื้นที่ปลายทาง
กฎการเดินทางสำหรับผู้เยาว์
ช่วงหลังมานี้ การท่องเที่ยวญี่ปุ่นแบบผู้เยาว์เดินทางคนเดียว มีมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจาก ความปลอดภัยในญี่ปุ่นค่อนข้างดี และ สามารถติดต่อกันได้ตลอดผ่านสมาร์ตโฟน
สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยทั่วไป อายุครบ 12 ปีขึ้นไปสามารถขึ้นเครื่องคนเดียวได้ และการเข้าประเทศญี่ปุ่นก็ ไม่มีข้อจำกัดตามอายุ สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีเอกสารรับรอง/เอกสารนิติกรณ์
ความแตกต่างสำคัญของการเดินทางผู้เยาว์คือเรื่อง การเข้าพักที่พักในพื้นที่ปลายทาง
ในญี่ปุ่น หากเป็น ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าพักคนเดียว โรงแรมบางแห่งอาจ ขอให้ยื่นหนังสือยินยอมเข้าพักแยกต่างหาก
และ ที่พักบางประเภท เช่น แคปซูลโฮเทล อาจไม่อนุญาตให้เข้าพักเลย จึงต้องตรวจสอบล่วงหน้าให้ชัดเจน
1) วิธีตรวจสอบว่าโรงแรมรับผู้เยาว์เข้าพักหรือไม่
- เลือกที่พักที่ต้องการจากเว็บไซต์จองโรงแรม
- หาเว็บไซต์ทางการของโรงแรมแล้วทำการ แปลภาษา
- ตรวจสอบใน FAQ หรือหัวข้อคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ เงื่อนไขผู้เยาว์เข้าพัก (หากมีฟังก์ชันแชต AI ให้ค้นด้วยคีย์เวิร์ด “ผู้เยาว์” หรือ “未成年者”)
หากมีแบบฟอร์มยินยอมให้ดาวน์โหลด ให้ดาวน์โหลด กรอก และพกไปด้วย หากไม่มี ให้ ส่งอีเมลเป็นภาษาญี่ปุ่นไปยังโรงแรม เพื่อ สอบถามว่าสามารถเข้าพักได้หรือไม่ และขอให้ส่งแบบฟอร์มยินยอมกลับมา
สามารถขอให้ AI ช่วยเขียน “อีเมลธุรกิจภาษาญี่ปุ่นเพื่อสอบถามว่าสามารถเข้าพักได้หรือไม่ และหากได้ ขอแบบฟอร์มยินยอมเข้าพักด้วย” ก็จะได้ เทมเพลตอีเมลที่ใช้งานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะภาษาญี่ปุ่น
- บางโรงแรมอาจรับเฉพาะ อายุ 15 ปีขึ้นไป ~ ต่ำกว่า 18 ปี (มีกรณีไม่รับนักเรียนมัธยมต้น จึงต้องตรวจสอบ)
- ไม่อนุญาตให้ผู้เยาว์ชาย-หญิงเข้าพักร่วมกัน
- แม้เป็นผู้เยาว์เพศเดียวกันเข้าพักด้วยกัน ก็ต้อง ยื่นหนังสือยินยอมที่มีลายเซ็นของแต่ละคน
- แม้เดินทางเป็นครอบครัว หากมีผู้ใหญ่ 1 คนและผู้เยาว์ 1 คน ต้อง ตรวจสอบกับโรงแรมล่วงหน้าและพกเอกสารความสัมพันธ์ครอบครัวภาษาอังกฤษ
- ตัวอย่าง: พี่น้องคนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ อีกคนเป็นผู้เยาว์ / ญาติและหลาน เป็นต้น
- หากโรงแรมไม่มีแบบฟอร์ม ให้ใช้ไฟล์ PDF ด้านล่างกรอกและยื่น
2) วิธีจองโรงแรมสำหรับผู้เยาว์ 🏨
หลายโรงแรมมีระบบที่ หากไม่กรอกข้อมูลเป็นผู้ใหญ่จะไม่สามารถจองได้ ดังนั้นเมื่อ ได้รับการยืนยันจากโรงแรมแล้วว่าสามารถให้ผู้เยาว์เข้าพักได้ ให้ เลือกเป็นผู้ใหญ่ตอนจอง และกรอก วันเดือนปีเกิดและเพศ ในช่องหมายเหตุ
หลังจากนั้น ให้นำ หนังสือยินยอมเข้าพัก ที่กรอกแล้วไปยื่นตอนเช็กอิน
เคล็ดลับเฉพาะของ TourCast!
วิธีรับหนังสือยินยอมเข้าพักแบบง่าย ๆ
ที่แท็บ คู่มือ - โรงแรม/เรียวกังแนะนำ สามารถดูโรงแรมที่มีปุ่ม “หนังสือยินยอมเข้าพัก” ได้ และเมื่อกดปุ่ม จะสามารถ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ทันที
หากไม่พบโรงแรมตามเงื่อนไขที่ต้องการ สามารถเขียนสอบถามใน กระดาน Q&A ของ TourCast โดยระบุวันเช็กอิน/เช็กเอาต์ จำนวนคน ประเภทห้อง อายุเต็ม งบต่อคืน ฯลฯ เพื่อขอคำแนะนำที่พักที่เหมาะสม
TourCast อยู่เคียงข้างคุณเสมอ 👍
ดูสภาพอากาศและการแต่งกายล่วงหน้าในญี่ปุ่น
ก่อนเดินทางไปญี่ปุ่น หลายคนมักกังวลว่า ควรเตรียมเสื้อผ้าแบบไหน
อุณหภูมิแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยทั่วไป โตเกียว โอซาก้า คิวชู และโอกินาว่า มักจะ อุ่นกว่าประเทศเกาหลี ส่วน ภูมิภาคโทโฮคุ (ฟุกุชิมะ เซ็นได ฯลฯ) จะ มีสภาพอากาศใกล้เคียงเกาหลี และ ฮอกไกโด มัก หนาวกว่า
การเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะกับ พื้นที่และฤดูกาล เป็นสิ่งสำคัญ วิธีที่ใช้งานได้จริงที่สุดคือ ก่อนออกเดินทางให้ดูไลฟ์แคมเพื่อเช็กการแต่งตัวของคนท้องถิ่น
จากลิงก์ด้านล่าง คุณสามารถดู ไลฟ์กล้องทั่วญี่ปุ่น และเมื่อได้เห็นว่า ตอนนี้คนท้องถิ่นแต่งตัวอย่างไร ก็จะช่วยให้เตรียมเสื้อผ้าได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ควรทำความเข้าใจ ภาพรวมฤดูกาลและสภาพอากาศ ไว้ล่วงหน้า และเตรียมเสื้อผ้าหรือไอเท็มจำเป็นต่าง ๆ ก่อนวันเดินทางอย่างมีเวลา จะเหมาะสมที่สุด 😁
ไลฟ์แคมทั่วญี่ปุ่น ไลฟ์แคมโตเกียว ไลฟ์แคมโอซาก้า ไลฟ์แคมฟุกุโอกะ ไลฟ์แคมฮอกไกโด ไลฟ์แคมโอกินาว่าความจำเป็นของประกันการเดินทาง
หลายคนตั้งใจเลือกตั๋วเครื่องบินและโรงแรมอย่างรอบคอบ แต่กลับมองข้ามว่า ประกันการเดินทางอาจไม่จำเป็นก็ได้ไหม?
แน่นอนว่า กลับบ้านอย่างปลอดภัยโดยไม่เกิดเหตุคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นเมื่อไร ประกันการเดินทางคือ การเตรียมตัวสำคัญเพื่อรับมืออุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทริป
เช่นเดียวกับการทำประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตในชีวิตประจำวัน ประกันการเดินทางก็เป็นเครื่องมือเพื่อรับมือปัญหาหลากหลายรูปแบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงท่องเที่ยว
1) ความคุ้มครองหลักที่พบบ่อยของประกันการเดินทาง
- อุบัติเหตุ: ค่ารักษาจากกระดูกหัก แผลไฟไหม้ ฯลฯ
- เจ็บป่วย: ค่ารักษาจากหวัด ลำไส้อักเสบ ฯลฯ ระหว่างเดินทาง
- ทรัพย์สินพกพา: กล้อง โทรศัพท์ เสียหาย/โดนน้ำ/ถูกขโมย
- ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก: ทำของในห้องพักเสียหาย หรือทำให้ผู้อื่น/ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย
- เสียชีวิต: เสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยระหว่างเดินทาง
ข้อควรระวังเรื่องความรับผิดและกรณียกเว้นความคุ้มครอง ⚠️
ความคุ้มครอง ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ของประกันการเดินทาง โดยหลักคือ กรณีเกิดอุบัติเหตุโดยไม่ได้ตั้งใจระหว่างเดินทางจนทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหาย แต่กรณีด้านล่างมักเป็น ข้อยกเว้นความคุ้มครอง ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน
- อุบัติเหตุเกี่ยวกับของเช่า: จักรยาน สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า รถยนต์ ฯลฯ การชำรุด/สูญหาย และอุบัติเหตุที่เกิดระหว่างใช้งานจนมีความเสียหายต่อคน/ทรัพย์สิน
- กิจกรรมเลเชอร์พิเศษ/เสี่ยงสูง: สกี สโนว์บอร์ด สกีน้ำ ดำน้ำสคูบา เจ็ตสกี ฯลฯ
- กิจกรรมความเสี่ยงสูงตามที่บริษัทประกันกำหนด: พาราไกลดิ้ง บันจี้จัมพ์ ราฟติ้ง ฯลฯ
กิจกรรมหรือเหตุเกี่ยวกับของเช่าเหล่านี้ โดยทั่วไป ประกันการเดินทางมักไม่คุ้มครอง จึงควรทำ ประกันเฉพาะของผู้ให้บริการเช่า/ประกันกิจกรรมเลเชอร์ เพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย
เมื่อรูปแบบอุบัติเหตุระหว่างทริปมีความหลากหลายมากขึ้น ประกันการเดินทางจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นจนถูกเรียกว่า “พาสปอร์ตใบที่สอง”
ประกันมีหลายแผน ควรตรวจสอบ รายละเอียดความคุ้มครองและวงเงิน ให้ละเอียดก่อนทำ ตัวอย่างเช่น แผนประมาณ 2 คืน 3 วัน ราว 4,000–5,000 วอน ก็อาจเลือกแผนที่ คุ้มครองกรณีเสียชีวิตสูงสุดถึง 100 ล้านวอน ได้
โดยเฉพาะ ค่ารักษาพยาบาลต่างประเทศมีราคาแพงกว่ามาก และ ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายส่วนใหญ่ในประเทศไม่ได้คุ้มครองค่ารักษาในโรงพยาบาลต่างประเทศ อย่าประหยัดเงินเล็กน้อยจนต้องจ่ายแพงภายหลัง ควรเตรียมประกันการเดินทางไว้เสมอ
หากเกิดปัญหาในต่างประเทศ การสามารถ ติดต่อบริษัทประกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง จะช่วยให้ รับมือได้รวดเร็วและมั่นใจมากขึ้น
2) ตัวอย่างเหตุการณ์จริงระหว่างท่องเที่ยวญี่ปุ่น
- เด็กมีไข้ → วินิจฉัยหูชั้นกลางอักเสบ/ต่อมทอนซิลอักเสบ ได้ยาลดไข้และให้น้ำเกลือ
- หน้าจอโทรศัพท์แตก → เปลี่ยนทั้งแผง (วงเงินทรัพย์สินพกพา 2,000,000 วอน)
- กล้องวิดีโอถูกขโมย
- วิ่งแซงคิวเครื่องเล่นแล้วเอ็นข้อเท้าเสียหาย
หากมีประกันการเดินทาง สามารถติดต่อบริษัทประกันและดำเนินการได้ทันทีในพื้นที่
3) การฉ้อโกงประกันก็มีโทษ
หาก จงใจจัดฉากอุบัติเหตุหรือยื่นเคลมเท็จ จะถูกมองเป็น การฉ้อโกงประกันและมีโทษตามกฎหมาย ห้ามนำไปใช้ในทางที่ผิดโดยเด็ดขาด
5) ยาและเวชภัณฑ์ 💊
ยาสามัญประจำบ้านหรือยาที่รับประทานเป็นประจำ สามารถ นำเข้าได้เพื่อใช้ส่วนตัว รายละเอียดให้ดูจากไกด์ด้านล่าง
ไกด์การนำยาเข้าไปญี่ปุ่นเคล็ดลับเฉพาะของ TourCast!
ป้องกันหูชั้นกลางอักเสบจากการขึ้นเครื่อง
หากมี ปัญหาโรคหู คอ จมูก ระหว่างบินอาจเกิด หูชั้นกลางอักเสบจากการขึ้นเครื่อง ได้
เกิดจากความไม่สมดุลของความดันอากาศจากการเปลี่ยนระดับความสูง ทำให้หูอื้อ มีเสียงดังในหู เวียนศีรษะ และในกรณีรุนแรงอาจมีเลือดออกที่แก้วหู
การเตรียม ที่อุดหูปรับความดัน หรือ ยาที่แพทย์สั่งล่วงหน้า ช่วยป้องกันได้
วิธีที่ดีที่สุดคือ ไปพบแพทย์หู คอ จมูกก่อนเดินทาง 1 สัปดาห์เพื่อรับยา หากเวลาจำกัด สามารถ ซื้อยาที่แนะนำจากร้านขายยาในสนามบิน ได้เช่นกัน
※ ร้านขายยาทั่วไปมักไม่คุ้นเคยกับยาที่เกี่ยวกับหูชั้นกลางอักเสบจากการขึ้นเครื่อง (อ้างอิงจากประสบการณ์)
TourCast ขอให้คุณ เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ 🙏🏻
การเตรียมดาต้าโรมมิ่งและการสื่อสาร
ทุกวันนี้แม้กระแสความคลาสสิกจะกลับมา แต่คงไม่มีใครพกคู่มือเล่มหนัก ๆ หรือแผนที่กระดาษที่ยุ่งยากไปเที่ยว
เพราะคู่มือสามารถใช้ TourCast แทนได้ (😄) และแผนที่ก็ใช้แอปแผนที่ต่าง ๆ เพื่อค้นหาสถานที่และเส้นทางได้ทันทีเมื่ออยู่หน้างาน
ดังนั้น ดาต้าโรมมิ่งจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นของการเดินทางต่างประเทศ
หากไม่ได้สมัครแพ็กเกจโรมมิ่งไว้ แต่ปล่อยให้เครื่องเชื่อมต่อและใช้ดาต้าโรมมิ่งอัตโนมัติ อาจถูกคิดค่าบริการสูงมาก จึงต้องระวัง
1) ดาต้าโรมมิ่งจากผู้ให้บริการเครือข่าย
- สมัครกับผู้ให้บริการก่อนเดินทาง ใช้งานได้ทันทีเมื่อถึงปลายทาง
- สะดวกแต่มีค่าใช้จ่ายสูง
- หากเชื่อมต่ออัตโนมัติโดยไม่สมัคร อาจถูกเรียกเก็บเงินจำนวนมาก
- รับสาย/รับ SMS ได้ ความเร็วอาจช้ากว่าภายในประเทศ
2) eSIM ต่างประเทศ (อีซิม)
- ต้อง ตรวจสอบว่าเครื่องรองรับหรือไม่
- ใช้ดาต้าเป็นหลัก โทร/ข้อความยังใช้ uSIM เดิม
- ตั้งค่าด้วย QR โค้ดได้ง่าย แต่ต้อง ระวังการเปิดดาต้าภายในประเทศ
- เครือข่ายท้องถิ่นมักเสถียร และ โหมดโรมมิ่งต้องตั้งค่าอย่างระมัดระวัง
3) uSIM ต่างประเทศ (ซิมการ์ด)
- ถอด uSIM เดิมแล้วใส่ซิมต่างประเทศ
- ต้องยกเลิก country lock/บริการปกป้องเครื่องกับผู้ให้บริการ
- ส่วนใหญ่มักเป็นดาต้าอย่างเดียว อาจไม่มีฟังก์ชันโทร
- ต้องเก็บ uSIM เดิมไว้ให้ดี
4) พ็อกเก็ตไวไฟ
- ใช้ร่วมกับเพื่อนได้
- ปิดดาต้าแล้วเชื่อมต่อผ่านไวไฟ
- ต้องชาร์จเราเตอร์สม่ำเสมอ แนะนำพกแบตเตอรี่สำรอง
- มีความยุ่งยากเรื่องรับ/คืนอุปกรณ์
เคล็ดลับเฉพาะของ TourCast!
การใช้งานโรมมิ่ง/โทรต่างประเทศอย่างปลอดภัย
- ควรสมัครบริการบล็อกดาต้าโรมมิ่งต่างประเทศ
- ตรวจสอบกับผู้ให้บริการว่าได้ปลด country lock/ยกเลิกบริการปกป้องเครื่องแล้วหรือไม่
- วิธีโทรกลับประเทศตนเองจากต่างประเทศ
- iPhone: ตั้งค่าอัตโนมัติ หรือกด +รหัสประเทศ แล้วตามด้วยหมายเลขที่เหลือ
- Android: เลือกโทรออกต่างประเทศ หรือกด +รหัสประเทศ แล้วตามด้วยหมายเลขที่เหลือ
- วิธีโทรไปยังเบอร์ในพื้นที่ปลายทาง
- โตเกียว: +81-3-1234-5678
- มือถือ: +81-80-1234-5678
เคล็ดลับเฉพาะของ TourCast!
แล้วควรใช้ดาต้าประมาณเท่าไร?
สถานการณ์ที่ทำให้ใช้ดาต้าเพิ่มมากที่สุดคือ การดูวิดีโอ ปริมาณการใช้จะต่างกันตาม ความละเอียด และ บิตเรต (Kbps) โดยหากดู 1 ชั่วโมงที่ความละเอียด 720p (HD) จะใช้ดาต้าประมาณ 1.2GB ~ 1.8GB
หากดู 1 ชั่วโมงที่ความละเอียด 1080p (FHD) จะใช้ดาต้าประมาณ 2.0GB ~ 2.2GB ดังนั้นการเลือกแพ็กเกจควรพิจารณาตามความถี่ในการดูวิดีโอระหว่างทริป
ระหว่างท่องเที่ยว หลายคนมักดูวิดีโอน้อยลง แต่หากเดินทางและดูวิดีโอบ่อย แนะนำให้มีดาต้า อย่างน้อยวันละ 1GB ในทางกลับกัน หากดูวิดีโอสั้น ๆ และใช้แค่ Google Maps, แอปแชต, การค้นหา ก็อาจพอด้วย วันละ 1GB
หัวปลั๊กแปลง?
เมื่อเดินทางและต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า อาจเกิดปัญหาได้จาก ความต่างของแรงดันไฟและความถี่
โดยเฉพาะญี่ปุ่นควรรู้ว่า ความถี่ไฟฟ้าแตกต่างกันตามภูมิภาค
อุปกรณ์ส่วนใหญ่มักระบุ แรงดันไฟที่รองรับ (Input Voltage) ไว้ที่ฉลากรุ่น ควรตรวจสอบก่อนออกเดินทาง

อุปกรณ์ที่พกไปเที่ยวส่วนใหญ่ (สมาร์ตโฟน โน้ตบุ๊ก ฯลฯ) มักรองรับ 100–240V, 50/60Hz ซึ่งเป็น ยูนิเวอร์แซลโวลต์ (Universal Voltage) หากปลั๊กเข้ากับเต้ารับได้ก็ใช้งานได้ตามปกติ
(ยูนิเวอร์แซลโวลต์เรียกอีกอย่างว่า “ฟรีโวลต์”)
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นมีความถี่ต่างกันตามพื้นที่ จึงควรตรวจสอบเพิ่มเติม โดยยึดเมืองชิซุโอกะเป็นเส้นแบ่ง ฝั่งตะวันตก (ฟุกุโอกะ โอซาก้า ฯลฯ) ใช้ 60Hz และ ฝั่งตะวันออก (โตเกียว ฮอกไกโด ฯลฯ) ใช้ 50Hz
- 100–240V, 50/60Hz: อุปกรณ์ยูนิเวอร์แซล ใช้ได้ทั่วญี่ปุ่น แค่มีหัวปลั๊กแปลงก็พอ
- 220V, 60Hz: อุปกรณ์เฉพาะบางประเทศ (เช่น เกาหลี) ใช้หัวแปลงอย่างเดียวไม่ได้ในญี่ปุ่น อาจต้องใช้หม้อแปลง และเสี่ยงเสียหายตามความถี่
- 110V, 50Hz: ใช้ได้ในบางพื้นที่ของญี่ปุ่น แต่ถ้าเสียบในประเทศที่เป็น 220V จะ ทำให้อุปกรณ์เสียหาย
ในยุคที่มีอุปกรณ์หลายชิ้น มีแค่หัวปลั๊กแปลงอาจไม่พอ ควรเตรียมปลั๊กราง/อะแดปเตอร์หลายช่องไว้สักหนึ่งอัน
- หัวปลั๊กแปลงราคาถูกอาจเกิดการทำงานผิดพลาด หน้าสัมผัสหลวม หรือเกิดประกายไฟได้
- อะแดปเตอร์หลายช่องควรตรวจสอบว่ารองรับกำลังไฟ 2000W ขึ้นไป และรองรับชาร์จเร็ว (PD35W) หรือไม่
ไดร์ม้วนผมของฉันพกไปได้ไหม?
- หากเป็น ไดร์ม้วนผมแบบเสียบปลั๊กที่รองรับยูนิเวอร์แซลโวลต์ สามารถใช้งานได้ (ดูหัวข้อด้านบน)
- ไดร์ม้วนผมแบบชาร์จแบต หากถอดแบตเตอรี่ได้ ให้ถอดออกแล้วจึงนำขึ้นเครื่องได้
- แบบแบตเตอรี่ในตัว ห้ามนำขึ้นเครื่องโดยเด็ดขาด
- ห้อง Ladies Room บางแห่งมีไดร์ม้วนผมเตรียมไว้ให้
ความสะดวกของทราเวลการ์ด
ปัจจุบันแทนการแลกเงินสดจำนวนมาก หลายคนหันมาใช้ ทราเวลการ์ด (Travel Card) กันมากขึ้น
โดยสรุปคือ บัตรเดบิตแบบเติมเงินที่ใช้ต่างประเทศได้
เมื่อเติมเงินเข้าบัตร จะถูกคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินนั้น จากนั้นสามารถใช้ชำระเงินด้วยบัตรหรือกดเงินสดจาก ATM ในพื้นที่ปลายทางได้โดยตรง
หากต้องการแลกยอดคงเหลือกลับเป็นสกุลเงินประเทศตนเอง จะมีการคิดอัตราแลกเปลี่ยนอีกครั้ง โดยไม่มีค่าธรรมเนียมแลกเงินแยกต่างหาก แต่สามารถเกิด ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ได้
เงื่อนไขการใช้งาน
- ต้องลงทะเบียนชื่อให้ตรงกับ ชื่อภาษาอังกฤษในพาสปอร์ต
- ใช้ได้กับร้านค้าส่วนใหญ่ที่รับชำระด้วยบัตร เหมาะสำหรับใช้แทนเงินสด และช่วยลดปัญหาเหรียญเหลือ
- เงื่อนไข เช่น วงเงินเติม วงเงินใช้จ่าย วงเงินกดเงินสด อาจต่างกันตามผู้ออกบัตร แต่รูปแบบการใช้งานคล้ายกัน
ค่าธรรมเนียมการกดเงินสดจาก ATM
เมื่อใช้ทราเวลการ์ดกดเงินจาก ATM ในพื้นที่ปลายทาง นโยบายค่าธรรมเนียมจะแตกต่างตามเครือข่ายบัตร
- บัตรเครือข่าย Visa → AEON ATM (พบได้ตามห้างใหญ่ สถานี สนามบินในญี่ปุ่น)
- บัตรเครือข่าย MasterCard → Seven Bank ATM (ใช้ได้ทั่วประเทศ เช่น ในร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven)
- เครือข่ายอื่น ๆ → อาจมีค่าธรรมเนียมการกดเงินสดในหลายกรณี
ทราเวลการ์ดเครือข่าย Master บางครั้งอาจ ถูกล็อกการกดเงินจาก ATM ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ในกรณีนี้ลองกดที่ ATM เครื่องอื่นอาจปลดล็อกได้ แต่ควรทราบว่า มีกรณียกเว้น เช่นกัน
ควรแลกเงินเท่าไร?
โดยทั่วไปการแลกเงินที่สาขาธนาคารจะมีค่าธรรมเนียมถูกกว่าการแลกที่สนามบิน
ตัวอย่าง: ค่าธรรมเนียมสาขาทั่วไปราว 16–20 USD ขณะที่สนามบินราว 45 USD (กรณีแลก 1,000 USD)
อย่างไรก็ตาม แนะนำให้เตรียมทั้งทราเวลการ์ดควบคู่ไปด้วย แทนการแลกเป็นเงินสดทั้งหมด เพื่อ กระจายความเสี่ยงและใช้งานให้ยืดหยุ่น
1) แลกเงินประมาณเท่าไรจึงเหมาะสม?
ค่าใช้จ่ายระหว่างทริป โดยทั่วไปเฉลี่ยราว 10,000 เยนต่อคนต่อคืน
เช่น ทริป 3 คืน 4 วัน จะเหมาะราว 30,000–40,000 เยน (ไม่รวมช้อปปิ้ง)
นอกจากนี้ การซื้อ/เติมเงินบัตรโดยสาร บางกรณียัง รับเฉพาะเงินสด จึงควรเตรียมเงินสดไว้เสมอ
หาก ATM หรือจุดซื้อบัตรโดยสารอยู่ไกล แนะนำให้ แลกล่วงหน้า 10,000–20,000 เยน แล้วส่วนที่เหลือใช้ทราเวลการ์ดจะมีประสิทธิภาพกว่า
2) ข้อควรระวังเมื่อแลกเงิน
ญี่ปุ่นยังคงใช้เงินสดค่อนข้างมาก จึงสามารถใช้แบงก์ 10,000 เยนได้แม้ในร้านสะดวกซื้อ
แต่หากต้องขึ้นรถบัสสายสนามบินทันทีหลังถึงสนามบิน อาจถูกปฏิเสธแบงก์ 10,000 เยนได้ ดังนั้น ควรเตรียมแบงก์ย่อย เช่น 5,000 เยน 1 ใบ และ 1,000 เยน 5 ใบ จะเหมาะกว่า
3) หลังออกธนบัตรแบบใหม่ ใช้ได้หรือไม่?
ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024 มีการออกธนบัตรแบบใหม่ แต่ ธนบัตรแบบเก่ายังใช้ได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ตู้คีออสก์บางเครื่องอาจ อ่านธนบัตรแบบใหม่ไม่ออก หากเกิดขึ้น ให้ขอความช่วยเหลือจากพนักงานได้



เคล็ดลับเฉพาะของ TourCast!
วิธีหลีกเลี่ยง ‘นรกเหรียญ’
หากอยากหลีกเลี่ยง นรกเหรียญ เวลาใช้จ่ายควรใช้เหรียญร่วมด้วย
ในญี่ปุ่นมูลค่าเหรียญค่อนข้างสูง จึงมี กระเป๋าใส่เหรียญโดยเฉพาะ ที่ช่วยได้มาก
กระเป๋าเดินทางที่แยกช่องเก็บธนบัตร/บัตร/เหรียญได้ และสามารถเก็บ กล่องใส่ uSIMได้ด้วย จะยิ่งสะดวก


ข้อควรระวังเมื่อใช้บัตรเครดิต/เดบิต
เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน ควรเตรียมบัตรเครดิตไว้ด้วย
- ตรวจสอบว่า ชื่อภาษาอังกฤษบนพาสปอร์ตตรงกับชื่อผู้ถือบัตร หรือไม่
- ตอนชำระเงินให้เลือก สกุลเงินท้องถิ่น (JPY) — หากเลือกสกุลเงินประเทศตนเอง อาจเกิด ค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน
- บัตรเดบิตต้องเปิดใช้งานการชำระเงินต่างประเทศ จึงจะใช้ได้
- ต่างประเทศไม่สามารถผ่อนชำระได้ ใช้ได้เฉพาะชำระเต็มจำนวน (แต่สามารถขอแบ่งชำระหลังกลับประเทศได้)
เกี่ยวกับการใช้ตู้ล็อกเกอร์หยอดเหรียญ (Coin Locker)
ตู้ฝากสัมภาระในญี่ปุ่นเรียกว่า คอยน์ล็อกเกอร์ (コインロッカー) เป็น ตู้ฝากแบบเสียค่าใช้จ่าย ที่ติดตั้งตามสถานี รถไฟใต้ดิน ใต้ดิน และศูนย์การค้า โดย เหมาะสำหรับฝากของระยะสั้น ไปจนถึงการใช้งานระหว่างทริปแบบวันเดียวหรือช่วงสั้น
1. สถานที่ติดตั้ง
- รอบ ๆ ประตูตรวจตั๋วของสถานีหลัก JR และรถไฟเอกชน
- ภายในสถานีรถไฟใต้ดิน
- ห้างสรรพสินค้า/ศูนย์การค้า
- สิ่งอำนวยความสะดวกใกล้แหล่งท่องเที่ยว
※ ช่วงท่องเที่ยวคึกคัก ล็อกเกอร์ขนาดใหญ่จะเต็มเร็ว
2. ขนาดและค่าบริการ
| ขนาด | ค่าบริการ (ต่อ 1 วัน) | ตัวอย่างของที่ฝากได้ |
|---|---|---|
| เล็ก | 300 ~ 400 เยน | เป้สะพายหลัง กระเป๋าขนาดเล็ก |
| กลาง | 500 ~ 600 เยน | กระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่อง |
| ใหญ่ | 700 ~ 800 เยน | กระเป๋าเดินทาง 24 ~ 26 นิ้ว |
| ใหญ่พิเศษ | 1,000 เยน ~ | กระเป๋าเดินทาง 28 นิ้วขึ้นไป |
- ค่าบริการจะ ต่ออายุอัตโนมัติแบบรายวัน
- ราคาและขนาดของคอยน์ล็อกเกอร์ อาจแตกต่างกันไปในแต่ละจุด
3. วิธีใช้งาน
1) เลือกล็อกเกอร์ที่ว่าง
เลือกล็อกเกอร์ที่มีสัญลักษณ์ ‘空 (ว่าง)’
2) ฝากสัมภาระ
เปิดประตู ใส่ของ แล้วปิดให้สนิท
3) ชำระเงิน
- ชำระด้วย เงินสด (เหรียญ) หรือ บัตรโดยสาร (IC Card)
- ล็อกเกอร์รุ่นใหม่บางแห่งรองรับ QR/ชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์
4) เก็บกุญแจหรือหมายเลข
- แบบกุญแจ: ต้องเก็บกุญแจให้ดี
- แบบรหัส: ระวังทำรหัสหรือใบเสร็จหาย
4. ข้อควรระวังเรื่องระยะเวลาฝาก (สำคัญ)
คอยน์ล็อกเกอร์ในญี่ปุ่นโดยทั่วไปฝากได้สูงสุด 3 วัน (72 ชั่วโมง) เท่านั้น-
ภายใน 3 วัน: ใช้งานได้ตามปกติ
-
เกิน 3 วัน:
- ผู้ดูแลจะเปิดล็อกเกอร์โดยบังคับ
- ย้ายสัมภาระไปยัง จุดเก็บของแยกต่างหาก ของสถานี/สถานที่
- มีค่าฝากเพิ่ม + ค่าดำเนินการ
-
หากไม่มารับเป็นเวลานาน:
- หลังผ่านระยะเวลาหนึ่ง อาจถูก กำจัดทิ้ง ได้
※ ระยะเวลาที่แน่นอนอาจต่างกันตามสถานี/สถานที่
5. ข้อควรระวังเมื่อใช้งาน
- ไม่สามารถฝากเกินจำนวนวันที่กำหนดแบบต่อเนื่องได้
- ไม่แนะนำให้ฝากของมีค่า/พาสปอร์ต
- บางจุดอาจเข้าถึงไม่ได้ในเวลากลางคืนหรือหลังรถไฟเที่ยวสุดท้าย
- ล็อกเกอร์สำหรับกระเป๋าใหญ่มีจำนวนค่อนข้างน้อยในแต่ละสถานี
6. ทิปสำหรับการเดินทาง
- สัมภาระชิ้นใหญ่ควรใช้ คอยน์ล็อกเกอร์ที่สถานี + รับคืนภายในวันเดียว จะปลอดภัยที่สุด
- หากต้องฝาก 2–3 วันขึ้นไป:
- ฝากไว้ที่โรงแรม
- ใช้จุดฝากสัมภาระในสถานี
- ใช้บริการส่งกระเป๋า จะเหมาะกว่า
ตัวอย่างเช่น แพลนแบบ โอซาก้า 1 คืน → เกียวโต 1 คืน → กลับโอซาก้า 1 คืน ระหว่างย้ายเมือง การฝากสัมภาระอาจเป็นปัญหาใหญ่ หากยกไปทั้งหมดก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องการพกแค่ของสำคัญ การ ฝากกระเป๋าแล้วเดินทางต่อจะมีประสิทธิภาพกว่า
วิธีที่ดีที่สุดคือ จองที่พักโอซาก้าเป็นโรงแรมเดิม และ อธิบายกำหนดการให้โรงแรมทราบล่วงหน้าแล้วขอฝากสัมภาระ โดยทั่วไปโรงแรมส่วนใหญ่มักรับฝากกระเป๋าหลังเช็กเอาต์ได้ช่วงหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม โดยพื้นฐานโรงแรมมักรับฝากได้ถึงวันเช็กเอาต์เท่านั้น หากโรงแรมแจ้งว่าฝากไม่ได้ ให้พิจารณาใช้ คอยน์ล็อกเกอร์ เป็นทางเลือก

