TourCast
การเตรียมตัวเดินทาง
วันที่เขียน: อัปเดตล่าสุด:
TourCast ไม่มีโฆษณาที่ไม่จำเป็นซึ่งรบกวนการอ่าน บางข้อมูลท่องเที่ยวมีลิงก์พันธมิตร และเมื่อมีการซื้อผ่านลิงก์ TourCast จะได้รับค่าคอมมิชชัน โดยผู้ใช้จะไม่ถูกคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใด ๆ
ค่าเข้าชม ค่าโดยสาร ฯลฯ ที่ระบุในเนื้อหา อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลาที่อัปเดต เนื้อหาทั้งหมดของ TourCast ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ แจกจ่าย หรือกระทำการใด ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต (รวมถึงการใช้เพื่อฝึก AI) ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ หากฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ⓒ 2023. TourCast Co. All rights reserved.

การเตรียมตัวเดินทาง

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพาสปอร์ตและวีซ่า

ญี่ปุ่นสำหรับผู้ถือสัญชาติประเทศที่มีข้อตกลงยกเว้นวีซ่า หากมี หนังสือเดินทางทั่วไป (Regular Passport) ที่ยังมีผลใช้ได้ จะสามารถเดินทางเข้าประเทศแบบไม่ต้องขอวีซ่าได้สูงสุด 90 วัน

  • หนังสือเดินทางทั่วไป (Regular Passport): พาสปอร์ตมาตรฐาน ใช้เดินทางเข้า-ออกต่างประเทศได้จนถึงวันหมดอายุ
  • พาสปอร์ตชั่วคราว/ฉุกเฉิน (Emergency/Temporary Passport): ออกให้ในกรณีสูญหายหรือเหตุฉุกเฉิน โดยทั่วไปใช้ได้ 1 ครั้งหรือมีอายุสั้น

ญี่ปุ่นต่างจากบางประเทศตรงที่ไม่ได้กำหนดว่าพาสปอร์ตต้องเหลืออายุอย่างน้อย 6 เดือน เพียงแค่พาสปอร์ต ไม่หมดอายุระหว่างช่วงพำนัก ก็ไม่มีปัญหาในการเข้าประเทศ

รายชื่อประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่า

หากเป็นผู้ถือสัญชาติที่ไม่อยู่ในกลุ่มยกเว้นวีซ่า เมื่อต้องการท่องเที่ยวญี่ปุ่นจะต้องเตรียม วีซ่า แยกต่างหาก ควรเตรียมล่วงหน้า

ยื่นขอวีซ่าญี่ปุ่น

บางครั้งมีกรณี ใส่พาสปอร์ตไว้ในกระเป๋าโหลดใต้เครื่อง ซึ่งจะทำให้ ไม่สามารถเข้าประเทศญี่ปุ่นได้ พาสปอร์ตต้อง พกติดตัวเสมอขณะขึ้นเครื่อง หรือระหว่างอยู่ที่สนามบินและการเดินทางในพื้นที่ปลายทาง

กฎการเดินทางสำหรับผู้เยาว์

ช่วงหลังมานี้ การท่องเที่ยวญี่ปุ่นแบบผู้เยาว์เดินทางคนเดียว มีมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจาก ความปลอดภัยในญี่ปุ่นค่อนข้างดี และ สามารถติดต่อกันได้ตลอดผ่านสมาร์ตโฟน

สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยทั่วไป อายุครบ 12 ปีขึ้นไปสามารถขึ้นเครื่องคนเดียวได้ และการเข้าประเทศญี่ปุ่นก็ ไม่มีข้อจำกัดตามอายุ สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีเอกสารรับรอง/เอกสารนิติกรณ์

ความแตกต่างสำคัญของการเดินทางผู้เยาว์คือเรื่อง การเข้าพักที่พักในพื้นที่ปลายทาง

ในญี่ปุ่น หากเป็น ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าพักคนเดียว โรงแรมบางแห่งอาจ ขอให้ยื่นหนังสือยินยอมเข้าพักแยกต่างหาก
และ ที่พักบางประเภท เช่น แคปซูลโฮเทล อาจไม่อนุญาตให้เข้าพักเลย จึงต้องตรวจสอบล่วงหน้าให้ชัดเจน

1) วิธีตรวจสอบว่าโรงแรมรับผู้เยาว์เข้าพักหรือไม่

  1. เลือกที่พักที่ต้องการจากเว็บไซต์จองโรงแรม
  2. หาเว็บไซต์ทางการของโรงแรมแล้วทำการ แปลภาษา
  3. ตรวจสอบใน FAQ หรือหัวข้อคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ เงื่อนไขผู้เยาว์เข้าพัก (หากมีฟังก์ชันแชต AI ให้ค้นด้วยคีย์เวิร์ด “ผู้เยาว์” หรือ “未成年者”)

หากมีแบบฟอร์มยินยอมให้ดาวน์โหลด ให้ดาวน์โหลด กรอก และพกไปด้วย หากไม่มี ให้ ส่งอีเมลเป็นภาษาญี่ปุ่นไปยังโรงแรม เพื่อ สอบถามว่าสามารถเข้าพักได้หรือไม่ และขอให้ส่งแบบฟอร์มยินยอมกลับมา

สามารถขอให้ AI ช่วยเขียน “อีเมลธุรกิจภาษาญี่ปุ่นเพื่อสอบถามว่าสามารถเข้าพักได้หรือไม่ และหากได้ ขอแบบฟอร์มยินยอมเข้าพักด้วย” ก็จะได้ เทมเพลตอีเมลที่ใช้งานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะภาษาญี่ปุ่น

  • บางโรงแรมอาจรับเฉพาะ อายุ 15 ปีขึ้นไป ~ ต่ำกว่า 18 ปี (มีกรณีไม่รับนักเรียนมัธยมต้น จึงต้องตรวจสอบ)
  • ไม่อนุญาตให้ผู้เยาว์ชาย-หญิงเข้าพักร่วมกัน
  • แม้เป็นผู้เยาว์เพศเดียวกันเข้าพักด้วยกัน ก็ต้อง ยื่นหนังสือยินยอมที่มีลายเซ็นของแต่ละคน
  • แม้เดินทางเป็นครอบครัว หากมีผู้ใหญ่ 1 คนและผู้เยาว์ 1 คน ต้อง ตรวจสอบกับโรงแรมล่วงหน้าและพกเอกสารความสัมพันธ์ครอบครัวภาษาอังกฤษ
    • ตัวอย่าง: พี่น้องคนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ อีกคนเป็นผู้เยาว์ / ญาติและหลาน เป็นต้น
  • หากโรงแรมไม่มีแบบฟอร์ม ให้ใช้ไฟล์ PDF ด้านล่างกรอกและยื่น
ไฟล์หนังสือยินยอมเข้าพัก

2) วิธีจองโรงแรมสำหรับผู้เยาว์ 🏨

หลายโรงแรมมีระบบที่ หากไม่กรอกข้อมูลเป็นผู้ใหญ่จะไม่สามารถจองได้ ดังนั้นเมื่อ ได้รับการยืนยันจากโรงแรมแล้วว่าสามารถให้ผู้เยาว์เข้าพักได้ ให้ เลือกเป็นผู้ใหญ่ตอนจอง และกรอก วันเดือนปีเกิดและเพศ ในช่องหมายเหตุ

หลังจากนั้น ให้นำ หนังสือยินยอมเข้าพัก ที่กรอกแล้วไปยื่นตอนเช็กอิน

เคล็ดลับเฉพาะของ TourCast!

วิธีรับหนังสือยินยอมเข้าพักแบบง่าย ๆ

ที่แท็บ คู่มือ - โรงแรม/เรียวกังแนะนำ สามารถดูโรงแรมที่มีปุ่ม “หนังสือยินยอมเข้าพัก” ได้ และเมื่อกดปุ่ม จะสามารถ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ทันที

หากไม่พบโรงแรมตามเงื่อนไขที่ต้องการ สามารถเขียนสอบถามใน กระดาน Q&A ของ TourCast โดยระบุวันเช็กอิน/เช็กเอาต์ จำนวนคน ประเภทห้อง อายุเต็ม งบต่อคืน ฯลฯ เพื่อขอคำแนะนำที่พักที่เหมาะสม

TourCast อยู่เคียงข้างคุณเสมอ 👍

ดูสภาพอากาศและการแต่งกายล่วงหน้าในญี่ปุ่น

ก่อนเดินทางไปญี่ปุ่น หลายคนมักกังวลว่า ควรเตรียมเสื้อผ้าแบบไหน

อุณหภูมิแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยทั่วไป โตเกียว โอซาก้า คิวชู และโอกินาว่า มักจะ อุ่นกว่าประเทศเกาหลี ส่วน ภูมิภาคโทโฮคุ (ฟุกุชิมะ เซ็นได ฯลฯ) จะ มีสภาพอากาศใกล้เคียงเกาหลี และ ฮอกไกโด มัก หนาวกว่า

การเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะกับ พื้นที่และฤดูกาล เป็นสิ่งสำคัญ วิธีที่ใช้งานได้จริงที่สุดคือ ก่อนออกเดินทางให้ดูไลฟ์แคมเพื่อเช็กการแต่งตัวของคนท้องถิ่น

จากลิงก์ด้านล่าง คุณสามารถดู ไลฟ์กล้องทั่วญี่ปุ่น และเมื่อได้เห็นว่า ตอนนี้คนท้องถิ่นแต่งตัวอย่างไร ก็จะช่วยให้เตรียมเสื้อผ้าได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ควรทำความเข้าใจ ภาพรวมฤดูกาลและสภาพอากาศ ไว้ล่วงหน้า และเตรียมเสื้อผ้าหรือไอเท็มจำเป็นต่าง ๆ ก่อนวันเดินทางอย่างมีเวลา จะเหมาะสมที่สุด 😁

ไลฟ์แคมทั่วญี่ปุ่น ไลฟ์แคมโตเกียว ไลฟ์แคมโอซาก้า ไลฟ์แคมฟุกุโอกะ ไลฟ์แคมฮอกไกโด ไลฟ์แคมโอกินาว่า

ความจำเป็นของประกันการเดินทาง

หลายคนตั้งใจเลือกตั๋วเครื่องบินและโรงแรมอย่างรอบคอบ แต่กลับมองข้ามว่า ประกันการเดินทางอาจไม่จำเป็นก็ได้ไหม?

แน่นอนว่า กลับบ้านอย่างปลอดภัยโดยไม่เกิดเหตุคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นเมื่อไร ประกันการเดินทางคือ การเตรียมตัวสำคัญเพื่อรับมืออุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทริป

เช่นเดียวกับการทำประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตในชีวิตประจำวัน ประกันการเดินทางก็เป็นเครื่องมือเพื่อรับมือปัญหาหลากหลายรูปแบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงท่องเที่ยว

1) ความคุ้มครองหลักที่พบบ่อยของประกันการเดินทาง

  • อุบัติเหตุ: ค่ารักษาจากกระดูกหัก แผลไฟไหม้ ฯลฯ
  • เจ็บป่วย: ค่ารักษาจากหวัด ลำไส้อักเสบ ฯลฯ ระหว่างเดินทาง
  • ทรัพย์สินพกพา: กล้อง โทรศัพท์ เสียหาย/โดนน้ำ/ถูกขโมย
  • ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก: ทำของในห้องพักเสียหาย หรือทำให้ผู้อื่น/ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย
  • เสียชีวิต: เสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยระหว่างเดินทาง

ข้อควรระวังเรื่องความรับผิดและกรณียกเว้นความคุ้มครอง ⚠️

ความคุ้มครอง ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ของประกันการเดินทาง โดยหลักคือ กรณีเกิดอุบัติเหตุโดยไม่ได้ตั้งใจระหว่างเดินทางจนทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหาย แต่กรณีด้านล่างมักเป็น ข้อยกเว้นความคุ้มครอง ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน

  • อุบัติเหตุเกี่ยวกับของเช่า: จักรยาน สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า รถยนต์ ฯลฯ การชำรุด/สูญหาย และอุบัติเหตุที่เกิดระหว่างใช้งานจนมีความเสียหายต่อคน/ทรัพย์สิน
  • กิจกรรมเลเชอร์พิเศษ/เสี่ยงสูง: สกี สโนว์บอร์ด สกีน้ำ ดำน้ำสคูบา เจ็ตสกี ฯลฯ
  • กิจกรรมความเสี่ยงสูงตามที่บริษัทประกันกำหนด: พาราไกลดิ้ง บันจี้จัมพ์ ราฟติ้ง ฯลฯ

กิจกรรมหรือเหตุเกี่ยวกับของเช่าเหล่านี้ โดยทั่วไป ประกันการเดินทางมักไม่คุ้มครอง จึงควรทำ ประกันเฉพาะของผู้ให้บริการเช่า/ประกันกิจกรรมเลเชอร์ เพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย

เมื่อรูปแบบอุบัติเหตุระหว่างทริปมีความหลากหลายมากขึ้น ประกันการเดินทางจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นจนถูกเรียกว่า “พาสปอร์ตใบที่สอง”

ประกันมีหลายแผน ควรตรวจสอบ รายละเอียดความคุ้มครองและวงเงิน ให้ละเอียดก่อนทำ ตัวอย่างเช่น แผนประมาณ 2 คืน 3 วัน ราว 4,000–5,000 วอน ก็อาจเลือกแผนที่ คุ้มครองกรณีเสียชีวิตสูงสุดถึง 100 ล้านวอน ได้

โดยเฉพาะ ค่ารักษาพยาบาลต่างประเทศมีราคาแพงกว่ามาก และ ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายส่วนใหญ่ในประเทศไม่ได้คุ้มครองค่ารักษาในโรงพยาบาลต่างประเทศ อย่าประหยัดเงินเล็กน้อยจนต้องจ่ายแพงภายหลัง ควรเตรียมประกันการเดินทางไว้เสมอ

หากเกิดปัญหาในต่างประเทศ การสามารถ ติดต่อบริษัทประกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง จะช่วยให้ รับมือได้รวดเร็วและมั่นใจมากขึ้น

2) ตัวอย่างเหตุการณ์จริงระหว่างท่องเที่ยวญี่ปุ่น

  • เด็กมีไข้ → วินิจฉัยหูชั้นกลางอักเสบ/ต่อมทอนซิลอักเสบ ได้ยาลดไข้และให้น้ำเกลือ
  • หน้าจอโทรศัพท์แตก → เปลี่ยนทั้งแผง (วงเงินทรัพย์สินพกพา 2,000,000 วอน)
  • กล้องวิดีโอถูกขโมย
  • วิ่งแซงคิวเครื่องเล่นแล้วเอ็นข้อเท้าเสียหาย

หากมีประกันการเดินทาง สามารถติดต่อบริษัทประกันและดำเนินการได้ทันทีในพื้นที่

3) การฉ้อโกงประกันก็มีโทษ

หาก จงใจจัดฉากอุบัติเหตุหรือยื่นเคลมเท็จ จะถูกมองเป็น การฉ้อโกงประกันและมีโทษตามกฎหมาย ห้ามนำไปใช้ในทางที่ผิดโดยเด็ดขาด

5) ยาและเวชภัณฑ์ 💊

ยาสามัญประจำบ้านหรือยาที่รับประทานเป็นประจำ สามารถ นำเข้าได้เพื่อใช้ส่วนตัว รายละเอียดให้ดูจากไกด์ด้านล่าง

ไกด์การนำยาเข้าไปญี่ปุ่น

เคล็ดลับเฉพาะของ TourCast!

ป้องกันหูชั้นกลางอักเสบจากการขึ้นเครื่อง

หากมี ปัญหาโรคหู คอ จมูก ระหว่างบินอาจเกิด หูชั้นกลางอักเสบจากการขึ้นเครื่อง ได้

เกิดจากความไม่สมดุลของความดันอากาศจากการเปลี่ยนระดับความสูง ทำให้หูอื้อ มีเสียงดังในหู เวียนศีรษะ และในกรณีรุนแรงอาจมีเลือดออกที่แก้วหู

การเตรียม ที่อุดหูปรับความดัน หรือ ยาที่แพทย์สั่งล่วงหน้า ช่วยป้องกันได้

วิธีที่ดีที่สุดคือ ไปพบแพทย์หู คอ จมูกก่อนเดินทาง 1 สัปดาห์เพื่อรับยา หากเวลาจำกัด สามารถ ซื้อยาที่แนะนำจากร้านขายยาในสนามบิน ได้เช่นกัน

※ ร้านขายยาทั่วไปมักไม่คุ้นเคยกับยาที่เกี่ยวกับหูชั้นกลางอักเสบจากการขึ้นเครื่อง (อ้างอิงจากประสบการณ์)

TourCast ขอให้คุณ เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ 🙏🏻

การเตรียมดาต้าโรมมิ่งและการสื่อสาร

ทุกวันนี้แม้กระแสความคลาสสิกจะกลับมา แต่คงไม่มีใครพกคู่มือเล่มหนัก ๆ หรือแผนที่กระดาษที่ยุ่งยากไปเที่ยว

เพราะคู่มือสามารถใช้ TourCast แทนได้ (😄) และแผนที่ก็ใช้แอปแผนที่ต่าง ๆ เพื่อค้นหาสถานที่และเส้นทางได้ทันทีเมื่ออยู่หน้างาน

ดังนั้น ดาต้าโรมมิ่งจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นของการเดินทางต่างประเทศ

หากไม่ได้สมัครแพ็กเกจโรมมิ่งไว้ แต่ปล่อยให้เครื่องเชื่อมต่อและใช้ดาต้าโรมมิ่งอัตโนมัติ อาจถูกคิดค่าบริการสูงมาก จึงต้องระวัง

1) ดาต้าโรมมิ่งจากผู้ให้บริการเครือข่าย

  • สมัครกับผู้ให้บริการก่อนเดินทาง ใช้งานได้ทันทีเมื่อถึงปลายทาง
  • สะดวกแต่มีค่าใช้จ่ายสูง
  • หากเชื่อมต่ออัตโนมัติโดยไม่สมัคร อาจถูกเรียกเก็บเงินจำนวนมาก
  • รับสาย/รับ SMS ได้ ความเร็วอาจช้ากว่าภายในประเทศ

2) eSIM ต่างประเทศ (อีซิม)

  • ต้อง ตรวจสอบว่าเครื่องรองรับหรือไม่
  • ใช้ดาต้าเป็นหลัก โทร/ข้อความยังใช้ uSIM เดิม
  • ตั้งค่าด้วย QR โค้ดได้ง่าย แต่ต้อง ระวังการเปิดดาต้าภายในประเทศ
  • เครือข่ายท้องถิ่นมักเสถียร และ โหมดโรมมิ่งต้องตั้งค่าอย่างระมัดระวัง
สมัคร eSIM

3) uSIM ต่างประเทศ (ซิมการ์ด)

  • ถอด uSIM เดิมแล้วใส่ซิมต่างประเทศ
  • ต้องยกเลิก country lock/บริการปกป้องเครื่องกับผู้ให้บริการ
  • ส่วนใหญ่มักเป็นดาต้าอย่างเดียว อาจไม่มีฟังก์ชันโทร
  • ต้องเก็บ uSIM เดิมไว้ให้ดี

4) พ็อกเก็ตไวไฟ

  • ใช้ร่วมกับเพื่อนได้
  • ปิดดาต้าแล้วเชื่อมต่อผ่านไวไฟ
  • ต้องชาร์จเราเตอร์สม่ำเสมอ แนะนำพกแบตเตอรี่สำรอง
  • มีความยุ่งยากเรื่องรับ/คืนอุปกรณ์

เคล็ดลับเฉพาะของ TourCast!

การใช้งานโรมมิ่ง/โทรต่างประเทศอย่างปลอดภัย

  1. ควรสมัครบริการบล็อกดาต้าโรมมิ่งต่างประเทศ
  2. ตรวจสอบกับผู้ให้บริการว่าได้ปลด country lock/ยกเลิกบริการปกป้องเครื่องแล้วหรือไม่
  3. วิธีโทรกลับประเทศตนเองจากต่างประเทศ
    • iPhone: ตั้งค่าอัตโนมัติ หรือกด +รหัสประเทศ แล้วตามด้วยหมายเลขที่เหลือ
    • Android: เลือกโทรออกต่างประเทศ หรือกด +รหัสประเทศ แล้วตามด้วยหมายเลขที่เหลือ
  4. วิธีโทรไปยังเบอร์ในพื้นที่ปลายทาง
    • โตเกียว: +81-3-1234-5678
    • มือถือ: +81-80-1234-5678

เคล็ดลับเฉพาะของ TourCast!

แล้วควรใช้ดาต้าประมาณเท่าไร?

สถานการณ์ที่ทำให้ใช้ดาต้าเพิ่มมากที่สุดคือ การดูวิดีโอ ปริมาณการใช้จะต่างกันตาม ความละเอียด และ บิตเรต (Kbps) โดยหากดู 1 ชั่วโมงที่ความละเอียด 720p (HD) จะใช้ดาต้าประมาณ 1.2GB ~ 1.8GB

หากดู 1 ชั่วโมงที่ความละเอียด 1080p (FHD) จะใช้ดาต้าประมาณ 2.0GB ~ 2.2GB ดังนั้นการเลือกแพ็กเกจควรพิจารณาตามความถี่ในการดูวิดีโอระหว่างทริป

ระหว่างท่องเที่ยว หลายคนมักดูวิดีโอน้อยลง แต่หากเดินทางและดูวิดีโอบ่อย แนะนำให้มีดาต้า อย่างน้อยวันละ 1GB ในทางกลับกัน หากดูวิดีโอสั้น ๆ และใช้แค่ Google Maps, แอปแชต, การค้นหา ก็อาจพอด้วย วันละ 1GB

หัวปลั๊กแปลง?

เมื่อเดินทางและต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า อาจเกิดปัญหาได้จาก ความต่างของแรงดันไฟและความถี่
โดยเฉพาะญี่ปุ่นควรรู้ว่า ความถี่ไฟฟ้าแตกต่างกันตามภูมิภาค

อุปกรณ์ส่วนใหญ่มักระบุ แรงดันไฟที่รองรับ (Input Voltage) ไว้ที่ฉลากรุ่น ควรตรวจสอบก่อนออกเดินทาง

หัวปลั๊กแปลงสำหรับเที่ยวญี่ปุ่น

อุปกรณ์ที่พกไปเที่ยวส่วนใหญ่ (สมาร์ตโฟน โน้ตบุ๊ก ฯลฯ) มักรองรับ 100–240V, 50/60Hz ซึ่งเป็น ยูนิเวอร์แซลโวลต์ (Universal Voltage) หากปลั๊กเข้ากับเต้ารับได้ก็ใช้งานได้ตามปกติ
(ยูนิเวอร์แซลโวลต์เรียกอีกอย่างว่า “ฟรีโวลต์”)

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นมีความถี่ต่างกันตามพื้นที่ จึงควรตรวจสอบเพิ่มเติม โดยยึดเมืองชิซุโอกะเป็นเส้นแบ่ง ฝั่งตะวันตก (ฟุกุโอกะ โอซาก้า ฯลฯ) ใช้ 60Hz และ ฝั่งตะวันออก (โตเกียว ฮอกไกโด ฯลฯ) ใช้ 50Hz

  • 100–240V, 50/60Hz: อุปกรณ์ยูนิเวอร์แซล ใช้ได้ทั่วญี่ปุ่น แค่มีหัวปลั๊กแปลงก็พอ
  • 220V, 60Hz: อุปกรณ์เฉพาะบางประเทศ (เช่น เกาหลี) ใช้หัวแปลงอย่างเดียวไม่ได้ในญี่ปุ่น อาจต้องใช้หม้อแปลง และเสี่ยงเสียหายตามความถี่
  • 110V, 50Hz: ใช้ได้ในบางพื้นที่ของญี่ปุ่น แต่ถ้าเสียบในประเทศที่เป็น 220V จะ ทำให้อุปกรณ์เสียหาย

ในยุคที่มีอุปกรณ์หลายชิ้น มีแค่หัวปลั๊กแปลงอาจไม่พอ ควรเตรียมปลั๊กราง/อะแดปเตอร์หลายช่องไว้สักหนึ่งอัน

  • หัวปลั๊กแปลงราคาถูกอาจเกิดการทำงานผิดพลาด หน้าสัมผัสหลวม หรือเกิดประกายไฟได้
  • อะแดปเตอร์หลายช่องควรตรวจสอบว่ารองรับกำลังไฟ 2000W ขึ้นไป และรองรับชาร์จเร็ว (PD35W) หรือไม่

ไดร์ม้วนผมของฉันพกไปได้ไหม?

  • หากเป็น ไดร์ม้วนผมแบบเสียบปลั๊กที่รองรับยูนิเวอร์แซลโวลต์ สามารถใช้งานได้ (ดูหัวข้อด้านบน)
  • ไดร์ม้วนผมแบบชาร์จแบต หากถอดแบตเตอรี่ได้ ให้ถอดออกแล้วจึงนำขึ้นเครื่องได้
    • แบบแบตเตอรี่ในตัว ห้ามนำขึ้นเครื่องโดยเด็ดขาด
  • ห้อง Ladies Room บางแห่งมีไดร์ม้วนผมเตรียมไว้ให้

ความสะดวกของทราเวลการ์ด

ปัจจุบันแทนการแลกเงินสดจำนวนมาก หลายคนหันมาใช้ ทราเวลการ์ด (Travel Card) กันมากขึ้น
โดยสรุปคือ บัตรเดบิตแบบเติมเงินที่ใช้ต่างประเทศได้

เมื่อเติมเงินเข้าบัตร จะถูกคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินนั้น จากนั้นสามารถใช้ชำระเงินด้วยบัตรหรือกดเงินสดจาก ATM ในพื้นที่ปลายทางได้โดยตรง
หากต้องการแลกยอดคงเหลือกลับเป็นสกุลเงินประเทศตนเอง จะมีการคิดอัตราแลกเปลี่ยนอีกครั้ง โดยไม่มีค่าธรรมเนียมแลกเงินแยกต่างหาก แต่สามารถเกิด ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ได้

เงื่อนไขการใช้งาน

  • ต้องลงทะเบียนชื่อให้ตรงกับ ชื่อภาษาอังกฤษในพาสปอร์ต
  • ใช้ได้กับร้านค้าส่วนใหญ่ที่รับชำระด้วยบัตร เหมาะสำหรับใช้แทนเงินสด และช่วยลดปัญหาเหรียญเหลือ
  • เงื่อนไข เช่น วงเงินเติม วงเงินใช้จ่าย วงเงินกดเงินสด อาจต่างกันตามผู้ออกบัตร แต่รูปแบบการใช้งานคล้ายกัน

ค่าธรรมเนียมการกดเงินสดจาก ATM

เมื่อใช้ทราเวลการ์ดกดเงินจาก ATM ในพื้นที่ปลายทาง นโยบายค่าธรรมเนียมจะแตกต่างตามเครือข่ายบัตร

  • บัตรเครือข่าย Visa → AEON ATM (พบได้ตามห้างใหญ่ สถานี สนามบินในญี่ปุ่น)
  • บัตรเครือข่าย MasterCard → Seven Bank ATM (ใช้ได้ทั่วประเทศ เช่น ในร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven)
  • เครือข่ายอื่น ๆ → อาจมีค่าธรรมเนียมการกดเงินสดในหลายกรณี

ทราเวลการ์ดเครือข่าย Master บางครั้งอาจ ถูกล็อกการกดเงินจาก ATM ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ในกรณีนี้ลองกดที่ ATM เครื่องอื่นอาจปลดล็อกได้ แต่ควรทราบว่า มีกรณียกเว้น เช่นกัน

ควรแลกเงินเท่าไร?

โดยทั่วไปการแลกเงินที่สาขาธนาคารจะมีค่าธรรมเนียมถูกกว่าการแลกที่สนามบิน

ตัวอย่าง: ค่าธรรมเนียมสาขาทั่วไปราว 16–20 USD ขณะที่สนามบินราว 45 USD (กรณีแลก 1,000 USD)

อย่างไรก็ตาม แนะนำให้เตรียมทั้งทราเวลการ์ดควบคู่ไปด้วย แทนการแลกเป็นเงินสดทั้งหมด เพื่อ กระจายความเสี่ยงและใช้งานให้ยืดหยุ่น

1) แลกเงินประมาณเท่าไรจึงเหมาะสม?

ค่าใช้จ่ายระหว่างทริป โดยทั่วไปเฉลี่ยราว 10,000 เยนต่อคนต่อคืน
เช่น ทริป 3 คืน 4 วัน จะเหมาะราว 30,000–40,000 เยน (ไม่รวมช้อปปิ้ง)

นอกจากนี้ การซื้อ/เติมเงินบัตรโดยสาร บางกรณียัง รับเฉพาะเงินสด จึงควรเตรียมเงินสดไว้เสมอ
หาก ATM หรือจุดซื้อบัตรโดยสารอยู่ไกล แนะนำให้ แลกล่วงหน้า 10,000–20,000 เยน แล้วส่วนที่เหลือใช้ทราเวลการ์ดจะมีประสิทธิภาพกว่า

2) ข้อควรระวังเมื่อแลกเงิน

ญี่ปุ่นยังคงใช้เงินสดค่อนข้างมาก จึงสามารถใช้แบงก์ 10,000 เยนได้แม้ในร้านสะดวกซื้อ
แต่หากต้องขึ้นรถบัสสายสนามบินทันทีหลังถึงสนามบิน อาจถูกปฏิเสธแบงก์ 10,000 เยนได้ ดังนั้น ควรเตรียมแบงก์ย่อย เช่น 5,000 เยน 1 ใบ และ 1,000 เยน 5 ใบ จะเหมาะกว่า

3) หลังออกธนบัตรแบบใหม่ ใช้ได้หรือไม่?

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024 มีการออกธนบัตรแบบใหม่ แต่ ธนบัตรแบบเก่ายังใช้ได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ตู้คีออสก์บางเครื่องอาจ อ่านธนบัตรแบบใหม่ไม่ออก หากเกิดขึ้น ให้ขอความช่วยเหลือจากพนักงานได้

ธนบัตร 1000 เยนแบบใหม่
ธนบัตร 5000 เยนแบบใหม่
ธนบัตร 10000 เยนแบบใหม่

เคล็ดลับเฉพาะของ TourCast!

วิธีหลีกเลี่ยง ‘นรกเหรียญ’

หากอยากหลีกเลี่ยง นรกเหรียญ เวลาใช้จ่ายควรใช้เหรียญร่วมด้วย

ในญี่ปุ่นมูลค่าเหรียญค่อนข้างสูง จึงมี กระเป๋าใส่เหรียญโดยเฉพาะ ที่ช่วยได้มาก

กระเป๋าเดินทางที่แยกช่องเก็บธนบัตร/บัตร/เหรียญได้ และสามารถเก็บ กล่องใส่ uSIMได้ด้วย จะยิ่งสะดวก

กระเป๋าเงินสำหรับเที่ยวญี่ปุ่น
กระเป๋าเงินสำหรับเที่ยวญี่ปุ่นที่ใช้งานจริง
ชุดกระเป๋าใส่เหรียญ
ใช้คู่กับกระเป๋าใส่เหรียญ

ข้อควรระวังเมื่อใช้บัตรเครดิต/เดบิต

เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน ควรเตรียมบัตรเครดิตไว้ด้วย

  1. ตรวจสอบว่า ชื่อภาษาอังกฤษบนพาสปอร์ตตรงกับชื่อผู้ถือบัตร หรือไม่
  2. ตอนชำระเงินให้เลือก สกุลเงินท้องถิ่น (JPY) — หากเลือกสกุลเงินประเทศตนเอง อาจเกิด ค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน
  3. บัตรเดบิตต้องเปิดใช้งานการชำระเงินต่างประเทศ จึงจะใช้ได้
  4. ต่างประเทศไม่สามารถผ่อนชำระได้ ใช้ได้เฉพาะชำระเต็มจำนวน (แต่สามารถขอแบ่งชำระหลังกลับประเทศได้)

เกี่ยวกับการใช้ตู้ล็อกเกอร์หยอดเหรียญ (Coin Locker)

ตู้ฝากสัมภาระในญี่ปุ่นเรียกว่า คอยน์ล็อกเกอร์ (コインロッカー) เป็น ตู้ฝากแบบเสียค่าใช้จ่าย ที่ติดตั้งตามสถานี รถไฟใต้ดิน ใต้ดิน และศูนย์การค้า โดย เหมาะสำหรับฝากของระยะสั้น ไปจนถึงการใช้งานระหว่างทริปแบบวันเดียวหรือช่วงสั้น

1. สถานที่ติดตั้ง

  • รอบ ๆ ประตูตรวจตั๋วของสถานีหลัก JR และรถไฟเอกชน
  • ภายในสถานีรถไฟใต้ดิน
  • ห้างสรรพสินค้า/ศูนย์การค้า
  • สิ่งอำนวยความสะดวกใกล้แหล่งท่องเที่ยว

※ ช่วงท่องเที่ยวคึกคัก ล็อกเกอร์ขนาดใหญ่จะเต็มเร็ว

2. ขนาดและค่าบริการ

ขนาดค่าบริการ (ต่อ 1 วัน)ตัวอย่างของที่ฝากได้
เล็ก300 ~ 400 เยนเป้สะพายหลัง กระเป๋าขนาดเล็ก
กลาง500 ~ 600 เยนกระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่อง
ใหญ่700 ~ 800 เยนกระเป๋าเดินทาง 24 ~ 26 นิ้ว
ใหญ่พิเศษ1,000 เยน ~ กระเป๋าเดินทาง 28 นิ้วขึ้นไป
  • ค่าบริการจะ ต่ออายุอัตโนมัติแบบรายวัน
  • ราคาและขนาดของคอยน์ล็อกเกอร์ อาจแตกต่างกันไปในแต่ละจุด

3. วิธีใช้งาน

1) เลือกล็อกเกอร์ที่ว่าง

เลือกล็อกเกอร์ที่มีสัญลักษณ์ ‘空 (ว่าง)’

2) ฝากสัมภาระ

เปิดประตู ใส่ของ แล้วปิดให้สนิท

3) ชำระเงิน

  • ชำระด้วย เงินสด (เหรียญ) หรือ บัตรโดยสาร (IC Card)
  • ล็อกเกอร์รุ่นใหม่บางแห่งรองรับ QR/ชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์

4) เก็บกุญแจหรือหมายเลข

  • แบบกุญแจ: ต้องเก็บกุญแจให้ดี
  • แบบรหัส: ระวังทำรหัสหรือใบเสร็จหาย

4. ข้อควรระวังเรื่องระยะเวลาฝาก (สำคัญ)

คอยน์ล็อกเกอร์ในญี่ปุ่นโดยทั่วไปฝากได้สูงสุด 3 วัน (72 ชั่วโมง) เท่านั้น
  • ภายใน 3 วัน: ใช้งานได้ตามปกติ

  • เกิน 3 วัน:

    • ผู้ดูแลจะเปิดล็อกเกอร์โดยบังคับ
    • ย้ายสัมภาระไปยัง จุดเก็บของแยกต่างหาก ของสถานี/สถานที่
    • มีค่าฝากเพิ่ม + ค่าดำเนินการ
  • หากไม่มารับเป็นเวลานาน:

    • หลังผ่านระยะเวลาหนึ่ง อาจถูก กำจัดทิ้ง ได้

※ ระยะเวลาที่แน่นอนอาจต่างกันตามสถานี/สถานที่

5. ข้อควรระวังเมื่อใช้งาน

  • ไม่สามารถฝากเกินจำนวนวันที่กำหนดแบบต่อเนื่องได้
  • ไม่แนะนำให้ฝากของมีค่า/พาสปอร์ต
  • บางจุดอาจเข้าถึงไม่ได้ในเวลากลางคืนหรือหลังรถไฟเที่ยวสุดท้าย
  • ล็อกเกอร์สำหรับกระเป๋าใหญ่มีจำนวนค่อนข้างน้อยในแต่ละสถานี

6. ทิปสำหรับการเดินทาง

  • สัมภาระชิ้นใหญ่ควรใช้ คอยน์ล็อกเกอร์ที่สถานี + รับคืนภายในวันเดียว จะปลอดภัยที่สุด
  • หากต้องฝาก 2–3 วันขึ้นไป:
    • ฝากไว้ที่โรงแรม
    • ใช้จุดฝากสัมภาระในสถานี
    • ใช้บริการส่งกระเป๋า จะเหมาะกว่า

ตัวอย่างเช่น แพลนแบบ โอซาก้า 1 คืน → เกียวโต 1 คืน → กลับโอซาก้า 1 คืน ระหว่างย้ายเมือง การฝากสัมภาระอาจเป็นปัญหาใหญ่ หากยกไปทั้งหมดก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องการพกแค่ของสำคัญ การ ฝากกระเป๋าแล้วเดินทางต่อจะมีประสิทธิภาพกว่า

วิธีที่ดีที่สุดคือ จองที่พักโอซาก้าเป็นโรงแรมเดิม และ อธิบายกำหนดการให้โรงแรมทราบล่วงหน้าแล้วขอฝากสัมภาระ โดยทั่วไปโรงแรมส่วนใหญ่มักรับฝากกระเป๋าหลังเช็กเอาต์ได้ช่วงหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม โดยพื้นฐานโรงแรมมักรับฝากได้ถึงวันเช็กเอาต์เท่านั้น หากโรงแรมแจ้งว่าฝากไม่ได้ ให้พิจารณาใช้ คอยน์ล็อกเกอร์ เป็นทางเลือก