TourCast
ทริปโอซาก้า·โกเบ วันที่ 1 (เดินทางถึงสนามบินคันไซ และทัวร์ชมวิวกลางคืนโกเบ)
วันที่เขียน: อัปเดตล่าสุด:
TourCast ไม่มีโฆษณาที่ไม่จำเป็นซึ่งรบกวนการอ่าน บางข้อมูลท่องเที่ยวมีลิงก์พันธมิตร และเมื่อมีการซื้อผ่านลิงก์ TourCast จะได้รับค่าคอมมิชชัน โดยผู้ใช้จะไม่ถูกคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใด ๆ
ค่าเข้าชม ค่าโดยสาร ฯลฯ ที่ระบุในเนื้อหา อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลาที่อัปเดต เนื้อหาทั้งหมดของ TourCast ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ แจกจ่าย หรือกระทำการใด ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต (รวมถึงการใช้เพื่อฝึก AI) ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ หากฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ⓒ 2023. TourCast Co. All rights reserved.

ทริปโอซาก้า·โกเบ วันที่ 1 (เดินทางถึงสนามบินคันไซ และทัวร์ชมวิวกลางคืนโกเบ)

จุดเริ่มต้นทริปโอซาก้า·โกเบ: เดินทางถึงสนามบินคันไซ และคู่มือปฏิบัติวันแรกวิธีเข้าเมืองจากเทอร์มินอล 1 และ 2

ในอดีต สนามบินอิตามิ (สนามบินนานาชาติโอซาก้า) ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมืองโอซาก้าถูกใช้เป็นสนามบินระหว่างประเทศ แต่เนื่องจาก ปัญหาเรื่องเสียงรบกวน ปัจจุบัน สนามบินนานาชาติคันไซ (KIX) จึงทำหน้าที่เป็นสนามบินนานาชาติหลักแทน

สนามบินคันไซถูกสร้างขึ้นบน เกาะเทียมที่เกิดจากการถมทะเล และเที่ยวบินระหว่างประเทศจากไทยทั้งหมดจะลงจอดที่นี่ ก่อนจะเดินทางไปยังที่พักหรือจุดหมายถัดไป แนะนำให้ตรวจสอบลักษณะเด่นของเทอร์มินอลที่คุณจะเดินทางมาถึงล่วงหน้า

  • เทอร์มินอล 1: เป็นเทอร์มินอลที่สายการบินส่วนใหญ่ใช้ เช่น การบินไทย, แอร์เอเชีย, JAL, ANA เชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีรถไฟ (Rapi:t, JR) ทำให้การเข้าเมืองสะดวกมาก
  • เทอร์มินอล 2: เป็นเทอร์มินอลเฉพาะสำหรับสายการบิน Peach Aviation และ Jeju Air สิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างเรียบง่าย หากจะขึ้นรถไฟต้องนั่งรถบัสรับส่งไปยังเทอร์มินอล 1 ก่อน

เคล็ดลับการเดินทางระหว่างเทอร์มินอลและการเข้าเมือง

  • การใช้รถบัสรับส่ง: หากมาถึงเทอร์มินอล 2 ให้ใช้ รถบัสรับส่งฟรีไปยังเทอร์มินอล 1 (Aero Plaza) จากนั้นจึงจะสามารถใช้บริการรถไฟ Rapi:t หรือ JR ได้
  • รถบัสรีมูซีน: หากวางแผนจะใช้รถบัสรีมูซีนเข้าเมืองโอซาก้าหรือไปโกเบ สามารถ ขึ้นรถได้ทันที ที่เทอร์มินอล 2 โดยไม่ต้องย้ายเทอร์มินอล
  • สะสมพอยต์: หากติดตั้งแอปไว้แล้ว อย่าลืมเปิดแอปเช็คอินทันทีที่ถึงสนามบินเพื่อรับ Welcome Point

💡 เคล็ดลับจาก TourCast เทอร์มินอล 2 มีร้านอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่าเทอร์มินอล 1 หากคุณต้องการหาอะไรทานหรือแลกพาสการเดินทางทันทีหลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง การรีบนั่งรถบัสรับส่งไปเทอร์มินอล 1 จะมีประสิทธิภาพมากกว่า ✈️

วิธีการฝากสัมภาระไว้ที่โรงแรมเคล็ดลับการใช้ล็อคเกอร์หยอดเหรียญและบริการคอนเซียร์จของโรงแรม

หากสัมภาระไม่เยอะหรือ ต้องการเริ่มเที่ยวโกเบให้เร็วที่สุด การฝากกระเป๋าไว้ใน ล็อคเกอร์หยอดเหรียญ (Coin Locker) ตามสถานีรถไฟแล้วเดินทางต่อทันทีก็เป็นวิธีหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม คุณต้องตรวจสอบตำแหน่งที่พักให้แม่นยำล่วงหน้า เพื่อลดความสับสนในการหาโรงแรมในช่วงดึก นอกจากนี้ การใช้ล็อคเกอร์จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 500~900 เยน ตามขนาดกระเป๋า ดังนั้น การแวะไปฝากกระเป๋าที่โรงแรมก่อนอาจจะประหยัดกว่า

โดยปกติ เวลาเช็คอินของโรงแรมจะอยู่ระหว่าง 14:00 - 15:00 น. แต่โรงแรมส่วนใหญ่ มีบริการรับฝากสัมภาระฟรีก่อนและหลังการเข้าพัก

  • ก่อนเช็คอิน: หลังยืนยันการจอง คุณสามารถฝากกระเป๋าหนักๆ ไว้ที่เคาน์เตอร์คอนเซียร์จ (Concierge Desk) แล้วออกไปเที่ยวตัวปลิวได้เลย
  • หลังเช็คเอาท์: ในวันสุดท้าย มีประโยชน์มากที่จะฝากกระเป๋าไว้จนกว่าจะถึงเวลาไปสนามบิน เพื่อเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งหรือเที่ยวชมสถานที่ที่เหลือ
    • สามารถฝากได้เฉพาะภายในวันที่เช็คเอาท์เท่านั้น

⚠️ ข้อควรระวัง

  • ที่พักประเภทอพาร์ตเมนต์ (เช่น Airbnb) มักไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ ทำให้บ่อยครั้งไม่สามารถฝากสัมภาระได้
  • โรงแรมแบบไร้พนักงาน (Unmanned Hotel) ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ หรือโรงแรมธุรกิจบางแห่งอาจไม่มีบริการฝากกระเป๋าเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องพื้นที่
  • เพื่อความปลอดภัย ควร ตรวจสอบ FAQ บนเว็บไซต์ของโรงแรม หรือสอบถามผ่านระบบส่งข้อความของเว็บไซต์จองที่พักล่วงหน้า

💡 เคล็ดลับจาก TourCast

เมื่อต้องการฝากกระเป๋าที่โรงแรม สามารถพูดสั้นๆ ว่า "นิโมตสึโอะ อาสึกะเตะ โมราเอมาซึกะ?" (Nimotsu o azukate moraemasuka? - ช่วยรับฝากกระเป๋าหน่อยได้ไหมครับ/ค่ะ) สิ่งสำคัญคือต้องเก็บ ป้ายรับกระเป๋า (Luggage Tag) ที่ได้รับไว้ให้ดี เพราะจำเป็นต้องใช้ตอนมารับกระเป๋าคืน

เดินทางสู่โกเบเมืองแห่งอาริมะออนเซ็นและ 1 ใน 3 วิวกลางคืนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น

โกเบเป็นพื้นที่ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 3 จุดชมวิวกลางคืนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น และด้วยทัศนียภาพของถนนที่ทันสมัย จึงเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมสูงมากในฐานะ คอร์สเดทของคู่รัก ในฐานะเมืองท่าที่เปิดประเทศตั้งแต่อดีต ทำให้ที่นี่เต็มไปด้วย สถาปัตยกรรมและบรรยากาศแบบตะวันตกที่แปลกตา

ในปี 1995 โกเบเคยผ่านประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดจากเหตุการณ์ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่โกเบ และตั้งแต่เดือนธันวาคมปีนั้นเป็นต้นมา เพื่อเป็นการ 'ระลึกถึงผู้ล่วงลับและอธิษฐานให้โกเบฟื้นฟูและเกิดใหม่' จึงมีการจัดเทศกาลไฟ ลูมินาริเอะ (Luminarie) เป็นประจำทุกฤดูหนาว หากรับรู้ถึงความหมายของการไว้อาลัยที่ซ่อนอยู่หลังแสงไฟที่สวยงาม การเข้าชมจะมีความหมายยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ อาริมะออนเซ็น (Arima Onsen) ซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดในภูมิภาคคันไซ ก็ตั้งอยู่ในโกเบเช่นกัน ที่นี่เป็น หนึ่งในบ่อน้ำพุร้อนที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น โด่งดังด้วยน้ำแร่สีทอง (Kintan) และสีเงิน (Gintan) ที่มีเอกลักษณ์ หากมีเวลาเหลือเฟือ แนะนำให้จัดเป็น คอร์ส 1 วันคู่กับปราสาทฮิเมจิ มรดกโลกทางวัฒนธรรม

  • เคล็ดลับการเดินทาง: วิธีการเดินทางโดยตรงจากสนามบินคันไซไปโกเบ (เช่น เรือด่วน Bay Shuttle, รถบัสรีมูซีน) สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ 'โอซาก้า ตอนที่ 1 - วิธีการเดินทางโดยเครื่องบินและสนามบิน'

💡 เคล็ดลับจาก TourCast

โกเบยังมีชื่อเสียงระดับโลกในเรื่อง 'เนื้อโกเบ' (Kobe Beef) คอร์สมาตรฐานของการเที่ยวโกเบคือการเดินเล่นย่านคิตะโนะอิจินคันในช่วงบ่าย แล้วไปดื่มด่ำกับวิวกลางคืนที่ฮาร์เบอร์แลนด์พร้อมทานสเต็กเนื้อโกเบเป็นมื้อค่ำ

เว็บไซต์ทางการการท่องเที่ยวโกเบ

เคล็ดลับเฉพาะของ TourCast!

เคล็ดลับการเดินทางไปอาริมะออนเซ็นด้วยกระเช้าลอยฟ้า

ในบรรดาทริปออนเซ็นที่ขาดไม่ได้เมื่อมาญี่ปุ่น อาริมะออนเซ็น ถือเป็นหนึ่งในหมู่บ้านน้ำพุร้อนที่เก่าแก่ที่สุด

โดยปกติคนส่วนใหญ่มักเดินทางด้วยรถไฟเพียงอย่างเดียว แต่ หากใช้กระเช้าลอยฟ้า (Ropeway) จะช่วยให้คุณจัดเส้นทางแบบมิติสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อภูเขาและออนเซ็นเข้าด้วยกัน ทำให้ทริปมีความหลากหลายมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อดีของการนั่งกระเช้าคือคุณจะได้ชม วิวกลางคืนแบบพาโนรามาของโกเบจากยอดเขาโรกโกะ ระหว่างทางลง แนะนำคอร์สแช่ออนเซ็นให้สบายใจในช่วงบ่าย แล้วนั่งกระเช้าขึ้นไปบนยอดเขาโรกโกะเพื่อชมวิวกลางคืนก่อนกลับเข้าสู่ตัวเมืองโกเบ

① เส้นทางเดินทางแนะนำ

  • ตัวเมืองโกเบ ↔ (รถบัส) ↔สถานี Rokko Cable-shita ↔ (รถราง Cable Car) ↔สถานี Rokko Sanjo (จุดชมวิว) ↔ (รถบัสเวียน) ↔สถานี Rokko Sancho ↔ (กระเช้า Ropeway) ↔สถานี Arima Onsen
  • วิธีใช้แบบประหยัด: หากจ่ายแยกค่ารถราง รถบัสเวียน และกระเช้า จะรวมเป็นเงิน 2,570 เยนต่อเที่ยว แต่หากซื้อ 'ตั๋วเที่ยวเดียวโรกโกะ·อาริมะ' (Rokko Arima One-way Ticket) ที่หน้างาน จะสามารถใช้ได้ทั้งหมดในราคาเพียง 2,450 เยน
  • กรณีเริ่มจากอุเมดะ: นั่งสาย Hankyu มาลงที่ สถานี Rokko แล้วต่อรถบัสจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด

② ข้อควรระวังเรื่องเวลาเดินรถ

กระเช้าลอยฟ้าจะขยายเวลาเดินรถถึง 20:00 น. ในช่วงไฮซีซั่นเดือนสิงหาคม แต่ ในเวลาปกติจะสิ้นสุดการเดินรถระหว่าง 17:00 - 19:00 น. บนเขามืดเร็วและอุณหภูมิต่ำ ดังนั้นต้องตรวจสอบเวลารถเที่ยวสุดท้ายก่อนไปเยือนเสมอ

💡 เคล็ดลับจาก TourCast

บนยอดเขาโรกโกะอุณหภูมิต่ำกว่าในเมืองโกเบประมาณ 5~10 องศา แม้จะเป็นฤดูร้อนหากวางแผนจะชมวิวกลางคืนควรเตรียมเสื้อคลุมบางๆ ไปด้วย และในวันที่หมอกลงจัดอาจมองไม่เห็นวิว ควรตรวจสอบสภาพอากาศในวันนั้นให้ดี

สถานีซัน노미야 (Sannomiya)จุดเริ่มต้นการท่องเที่ยวโกเบและศูนย์กลางการคมนาคม, รถบัส City/Port Loop

三宮

มีคำกล่าวว่า "ทริปโกเบเริ่มต้นที่สถานีซันโนมิยะ" เพราะที่นี่คือศูนย์กลางใจกลางเมืองโกเบและเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รถไฟและรถบัสทุกสายมารวมตัวกัน บริเวณรอบสถานีคึกคักเสมอด้วยห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และร้านอาหารชื่อดัง

หากยึดสถานีซันโนมิยะเป็นเกณฑ์ ทางทิศเหนือจะเป็นย่านที่พักอาศัยสไตล์ตะวันตกอย่างคิตะโนะอิจินคันและถนนทอร์로드 (Tor Road) ส่วน ทางทิศใต้จะเป็นไชน่าทาวน์ (นันคินมาจิ) ที่หรูหรา, โกเบพอร์ตทาวเวอร์ และฮาร์เบอร์แลนด์

  • เส้นทางแนะนำ: เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักมาเพื่อชมวิวกลางคืนโกเบ แผนการเดินทางที่ได้ประสิทธิภาพที่สุดคือ การเดินชมโซนทิศเหนือในช่วงกลางวัน และย้ายไปยังคอร์สวิวกลางคืนโซนทิศใต้ในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน
  • เคล็ดลับประหยัดเวลา: หากมีตารางเวลาที่จำกัด การเลือกเน้นเฉพาะโซนทิศใต้ (ฝั่งฮาร์เบอร์แลนด์) ก็เพียงพอที่จะได้สัมผัสบรรยากาศเมืองท่าที่เป็นเอกลักษณ์ของโกเบ

รถบัส City / Port Loop

CITY / PORT LOOP

เนื่องจากสถานที่สำคัญในโกเบตั้งอยู่ห่างจากสถานีในระยะที่เดินค่อนข้างลำบาก หัวใจสำคัญคือการใช้รถบัสเวียนให้เป็นประโยชน์

  • CITY LOOP: เส้นทางที่วิ่งวนรอบสถานที่สำคัญทั่วเมืองโกเบ ตั้งแต่ย่านอิจินคันที่ดูคลาสสิกไปจนถึงจุดท่องเที่ยวหลัก
  • PORT LOOP: เน้นเชื่อมต่อย่านวอเตอร์ฟร้อนท์ (โซนท่าเรือ) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโกเบได้อย่างรวดเร็ว
  • ค่าบริการ:
    • CITY LOOP: ผู้ใหญ่ 300 เยน / เด็ก 150 เยน ต่อครั้ง
    • PORT LOOP: ผู้ใหญ่ 230 เยน / เด็ก 120 เยน ต่อครั้ง
    • (สามารถ ชำระด้วยบัตรเติมเงิน เช่น ICOCA ได้)
  • แนะนำตั๋วไม่จำกัดเที่ยว:
    • หากวางแผนจะขึ้นรถบัสหลายครั้งในวันเดียว 'KOBE 1-day/2-day Loop Bus Ticket' จะคุ้มค่ากว่ามาก สามารถขึ้นทั้งสองสายได้ไม่จำกัดภายในระยะเวลาที่กำหนด
    • ตั๋ว 1 วัน: ผู้ใหญ่ 800 เยน / เด็ก 400 เยน
    • ตั๋ว 2 วัน: ผู้ใหญ่ 1,200 เยน / เด็ก 600 เยน
  • เกณฑ์การเลือกพาส: หากวางแผนจะขึ้นรถบัส ตั้งแต่ 3~4 ครั้งขึ้นไป ในวันนั้น การซื้อพาส 1 วันจะคุ้มทุน

💡 เคล็ดลับจาก TourCast

รถบัส City Loop มีรูปลักษณ์ภายนอกสไตล์เรโทรที่ช่วยให้รู้สึกเหมือนกำลังท่องเที่ยวอยู่จริงๆ อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่ายของวันเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ อาจมีผู้ใช้บริการจำนวนมากทำให้ต้องรอนาน แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลเวลารถมาถึงแบบเรียลไทม์ผ่าน Google Maps ควบคู่ไปด้วย

ย่านคิตะโนะอิจินคันหมู่บ้านบนเนินเขาที่เรียงรายด้วยคฤหาสน์สไตล์ตะวันตก

北野異人館 (Kitano Ijinkan)

ย่านคิตะโนะอิจินคัน เป็น ย่านที่พักอาศัยระดับหรูซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของเหล่านักการทูตและพ่อค้าชาวตะวันตก ที่เข้ามาปักหลักในญี่ปุ่นหลังการเปิดท่าเรือโกเบ ตลอดแนวเนินเขาที่มองเห็นทะเล มีคฤหาสน์ที่ยังคงรักษารูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของแต่ละประเทศเอาไว้ มอบบรรยากาศที่แปลกตาเหมือนเป็นยุโรปขนาดเล็กในญี่ปุ่น

คำว่า 'อิจินคัน' (Ijinkan) หมายถึงบ้านที่ชาวต่างชาติเคยอาศัยอยู่ในอดีต ซึ่งปัจจุบันได้ถูกดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์หรือคาเฟ่และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม เป็นสถานที่ที่คุณสามารถสัมผัสบรรยากาศที่หรูหราเฉพาะตัวของโกเบได้ดีที่สุด

  • เคล็ดลับการเข้าชม: คฤหาสน์ส่วนใหญ่จะมีค่าเข้าชมแยกกัน หากต้องการชมภายในอย่างละเอียด การซื้อตั๋วรวมที่ให้ส่วนลดสำหรับการชมหลายหลังจะประหยัดกว่า แต่หากมีเวลาไม่มาก เพียงแค่การเดินเล่นชมรูปลักษณ์ภายนอกก็มีเสน่ห์เพียงพอแล้ว
สตาร์บัคส์โกเบ
ร้านสตาร์บัคส์ สาขาคิตะโนะอิจินคัน ที่ดัดแปลงมาจากอาคารไม้สไตล์ตะวันตกเก่าแก่

💡 เคล็ดลับจาก TourCast

สตาร์บัคส์ สาขาคิตะโนะอิจินคัน ของที่นี่ ดัดแปลงมาจากคฤหาสน์ของชาวอเมริกันที่สร้างในปี 1907 และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสาขาที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ภายในแต่ละห้องยังคงมีเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งในยุคนั้นหลงเหลืออยู่ เหมาะมากสำหรับการนั่งจิบกาแฟในบรรยากาศคลาสสิก เนื่องจากเป็นที่นิยมมากจนหาที่นั่งยาก แนะนำให้ไปในช่วงเช้าตรู่

ถนนทอร์로드 (Tor Road)ถนนช้อปปิ้งที่ความหรูหราและกลิ่นอายวินเทจอยู่ร่วมกัน

Tor Road

ถนนทอร์로드 (Tor Road) เป็นถนนที่มีเสน่ห์จนเพียงแค่เดินผ่านก็รู้สึกดี ในช่วงเปิดประเทศ ถนนเส้นนี้เคยเป็น 'ทางไปทำงาน' ที่เชื่อมต่อระหว่าง ย่านคิตะโนะอิจินคันซึ่งเป็นที่พักอาศัยของชาวต่างชาติ กับย่านสถานีนันโนมิยะซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท ปัจจุบันได้เปลี่ยนโฉมเป็น ถนนช้อปปิ้งที่ความหรูหราและอารมณ์วินเทจอยู่ร่วมกัน ให้ความรู้สึกคล้ายกับย่านคาโรซูกิลในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะเส้นทางที่เดินลงจากย่านอิจินคันมุ่งหน้านันคินมาจิ จะเต็มไปด้วย ร้านขายของตกแต่งบ้านที่มีรสนิยม ร้านวินเทจ และร้าน Select Shop ยอดนิยมของสาวๆ ช่วยเพิ่มความสนุกในการช้อปปิ้ง

Tor Road
©Tor Road

💡 เคล็ดลับจาก TourCast

ที่ถนนทอร์โรดเป็นที่ตั้งของสาขาหลักของ 'Nishimura Coffee' ซึ่งเป็นหนึ่งในคาเฟ่โรงคั่วกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น หากคุณต้องการพักจากการช้อปปิ้ง แนะนำให้มาสัมผัสรสชาติและกลิ่นหอมที่ลุ่มลึกของกาแฟโกเบต้นตำรับที่นี่

นันคินมาจิ (ไชน่าทาวน์โกเบ)สวรรค์ของบูตามันและสตรีทฟู้ด

南京町 (Nankin-machi)

นันคินมาจิ เป็นไชน่าทาวน์ที่สวยงามในโกเบ ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 3 ไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ร่วมกับโยโกฮาม่าและนางาซากิ ถนนที่ประดับประดาด้วยเสาสีแดงและโคมไฟที่สวยงามให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเมืองจีนขนาดเล็กกลางโอซาก้าที่เต็มไปด้วยพลังงาน

เสน่ห์ที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่คือ อาหารสตรีทฟู้ด ที่มีอยู่เต็มทุกตรอกซอกซอย แม้การนั่งทานในร้านจะดี แต่การได้ลองชิมของว่างหลากหลายชนิดทีละนิดพร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศที่คึกคักคือหัวใจสำคัญของการเที่ยวนันคินมาจิ

ซาลาเปาบูตามัน นันคินมาจิ โกเบ
  • ของกินขึ้นชื่อ: ซาลาเปาไส้หมูขนาดยักษ์ที่เรียกว่า บูตามัน (豚まん) คือสัญลักษณ์ของนันคินมาจิ โดยเฉพาะหน้าร้านชื่อดังมักจะมีคิวยาวเหยียดอยู่เสมอ นอกจากซาลาเปาที่น้ำซุปชุ่มฉ่ำแล้ว ยังมีเมนูที่หลากหลาย เช่น ถังหูลู่ และติ่มซำ
  • เคล็ดลับการชม: ในวันหยุดหรือช่วงมื้อเที่ยงผู้คนจะหนาแน่นมาก หากคุณมาในช่วงบ่ายของวันธรรมดาที่ค่อนข้างเงียบสงบหรือช่วงเย็น จะช่วยให้เดินชมได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น

💡 เคล็ดลับจาก TourCast

ที่ลานกว้างตรงใจกลางนันคินมาจิ มีศาลาจีนและรูปปั้นนักษัตรตั้งอยู่ เป็นจุดถ่ายรูปเช็คอินที่พลาดไม่ได้ นอกจากนี้ ร้านซาลาเปาบูตามันยอดนิยมอย่าง 'Roushouki' (老祥記) แม้จะมีคิวยาวแต่รอไม่นานเพราะมีการหมุนเวียนลูกค้าเร็ว หากมาถึงโกเบแล้วแนะนำให้ลองรสชาติต้นตำรับดูสักครั้ง

โก베พอร์ตทาวเวอร์แลนด์มาร์คสีแดงของโกเบที่โดดเด่นด้วยความงามของเส้นโค้ง

神戸ポートタワー (Kobe Port Tower)

โกเบพอร์ตทาวเวอร์ เป็นแลนด์มาร์คที่เป็นสัญลักษณ์ของท่าเรือโกเบ เป็นหอคอยสีแดงสด แห่งแรกของโลกที่ออกแบบโดยใช้โครงสร้างท่อเหล็ก (Pipe Structure) สถาปัตยกรรมนี้จำลองรูปทรงของกลองยาว (Tsuzumi) เครื่องดนตรีดั้งเดิมของญี่ปุ่น มีความสวยงามของเส้นโค้งที่สง่างามที่ความสูง 108 เมตร จนได้รับฉายาว่า 'นางงามแห่งหอคอยเหล็ก'

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการรีโนเวทครั้งใหญ่ทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัยขึ้น ในตอนกลางวันรูปลักษณ์สีแดงจะตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าอย่างสวยงาม ส่วนตอนกลางคืน แสงไฟ LED ที่สวยงามจะคอยแต่งแต้มค่ำคืนของท่าเรือโกเบ

โกเบพอร์ตทาวเวอร์
  • จุดชมวิว: จากหอชมวิวชั้นบน คุณสามารถมองเห็นทั้งตัวเมืองโกเบ เขาโรกโกะ ไปจนถึงอ่าวโอซาก้าที่กว้างใหญ่ได้ในสายตาเดียว
  • คาเฟ่หมุน: มีการเปิดบริการ คาเฟ่และบาร์ที่หมุนได้ 360 องศา ช่วยให้คุณได้รับประสบการณ์พิเศษที่ทัศนียภาพของโกเบจะค่อยๆ เปลี่ยนไปแบบพาโนรามาแม้คุณจะนั่งอยู่เฉยๆ

💡 เคล็ดลับจาก TourCast

ติดกับพอร์ตทาวเวอร์คือหลังคารูปโครงตาข่ายที่เป็นเอกลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ทางทะเลโกเบ เมื่อถึงตอนกลางคืน แสงไฟจากอาคารทั้งสองหลังจะประสานกันกลายเป็นจุดถ่ายรูปที่ดีที่สุดในโกเบ แม้การเข้าชมภายในหอคอยจะดี แต่การถ่ายรูปโดยมีหอคอยเป็นฉากหลังจากฝั่งเมริเคนพาร์คหรือฮาร์เบอร์แลนด์คือวิถีมาตรฐานของการเที่ยวโกเบ

ฮาร์เบอร์แลนด์ & โมเสคแหล่งช้อปปิ้ง ความบันเทิง และวิวกลางคืนในที่เดียว

神戸ハーバーランド & モザイク (Harborland & MOSAIC)

ฮาร์เบอร์แลนด์ เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมแบบผสมผสานขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นตามแนวท่าเรือโกเบ เป็นย่านที่คึกคักที่สุดของโกเบซึ่งรวบรวมทั้ง การช้อปปิ้ง ร้านอาหารรสเลิศ และสถานบันเทิง ไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ โมเสค (umie MOSAIC) ที่ตั้งอยู่ริมทะเล เป็นสถานที่ที่แสดงบรรยากาศโรแมนติกอันเป็นเอกลักษณ์ของโกเบได้ดีที่สุด

สถานที่นี้ชวนให้นึกถึงย่านโอไดบะในโตเกียว โดยในตอนกลางวันจะเป็นย่านช้อปปิ้งที่คึกคัก และเปลี่ยนเป็นเมืองแห่งแสงสีในตอนกลางคืน จึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในฐานะ คอร์สเดทของคู่รักชาวญี่ปุ่น

วิวกลางคืนโกเบ ฮาร์เบอร์แลนด์
  • สิ่งอำนวยความสะดวกหลัก: มีสถานที่ที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มครอบครัวและคู่รักมากมาย เช่น ชิงช้าสวรรค์โมเสค, พิพิธภัณฑ์เด็กอันปังแมน และโรงภาพยนตร์คอมเพล็กซ์
  • จุดชมวิวกลางคืน: หากเดินออกไปยังระเบียงชั้น 2 หรือ 3 ของโมเสค คุณจะสามารถชมวิวกลางคืนสุดมหัศจรรย์ของ โกเบพอร์ตทาวเวอร์ และโรงแรม Meriken Park Oriental ได้จากด้านหน้าตรงๆ

💡 เคล็ดลับจาก TourCast

ชิงช้าสวรรค์ยักษ์โมเสค ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฮาร์เบอร์แลนด์ จะมีการแสดงไฟ LED หลากสีสันอย่างสวยงามในตอนกลางคืน การได้ขึ้นไปนั่งบนชิงช้าสวรรค์นั้นดี แต่การได้เดินเล่นที่ 'ถนนตะเกียงแก๊ส' ที่อยู่ข้างๆ พร้อมชมแสงไฟที่นุ่มนวลไปกับค่ำคืนของฮาร์เบอร์แลนด์ ก็จะเป็นความทรงจำที่ลืมไม่ลงเช่นกัน

โกเบ ลูมินาริเอะเทศกาลแห่งแสงเพื่อการไว้อาลัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และการเกิดใหม่

神戸ルミナリエ (Kobe Luminarie)

เพื่อเป็นการ ระลึกถึงผู้ล่วงลับจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่โกเบเมื่อเดือนมกราคม 1995 และเพื่ออธิษฐานให้โกเบฟื้นฟูและเกิดใหม่ เทศกาล 'โกเบ ลูมินาริเอะ' ที่จัดขึ้นทุกฤดูหนาว เริ่มต้นครั้งแรกในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน และปัจจุบันได้กลายเป็นเทศกาลแห่งแสงที่เป็นตัวแทนของญี่ปุ่น

ระเบียงทางเดินที่ประดับประดาด้วยหลอดไฟ LED นับแสนดวงนั้นมีค่ามากกว่าความสวยงาม เพราะมันคือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและความหวังของชาวเมืองที่ก้าวข้ามผ่านความยากลำบาก ศิลปะแห่งแสงที่ถูกจัดแสดงท่ามกลางบรรยากาศที่สงบแต่ยิ่งใหญ่มอบความประทับใจอย่างลึกซึ้งแก่ผู้มาเยือน

  • ระยะเวลาจัดงาน: จัดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 10 วันในเดือนธันวาคมหรือมกราคม ของทุกปี หากพลาดช่วงเวลานี้จะต้องรอไปอีกหนึ่งปี ดังนั้นหากคุณมีแผนจะเที่ยวช่วงฤดูหนาว จำเป็นต้องตรวจสอบประกาศกำหนดการล่วงหน้า
  • สถานที่หลัก: พื้นที่ต่างๆ ในตัวเมืองโกเบจะถูกย้อมด้วยแสงไฟ เช่น ย่านที่พำนักชาวต่างชาติเก่า และเมริเคนพาร์ค

💡 เคล็ดลับจาก TourCast

เนื่องจากลูมินาริเอะเป็นเทศกาลที่มีผู้เข้าชมจำนวนมาก อาจมีการกำหนดเส้นทางเดินแบบทางเดียว หรือบางโซนอาจต้องจองล่วงหน้า (แบบเสียเงิน) นอกจากนี้ ในช่วงเริ่มต้นของงาน ควรเข้าชมด้วยความสำรวมเพื่อระลึกถึงผู้สูญเสีย และเนื่องจากฝูงชนหนาแน่นมาก โปรดระวังเรื่องการพลัดหลงและดูแลทรัพย์สินส่วนตัวให้ดี

แล้วจะได้เที่ยวในเมืองโอซาก้าตอนไหน?การจัดตารางเวลาที่มีประสิทธิภาพและคอร์สช่วงกลางคืน

หากคุณดูตารางเที่ยวตามคอร์สมาตรฐาน คุณจะพบว่าย่านที่คึกคักอย่าง โดตอนโบริและชินไซบาชิ นั้นไม่ได้อยู่ในตารางช่วงกลางวัน นี่คือการจัดวางอย่างมีกลยุทธ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของทริปโอซาก้าให้ถึงขีดสุด

เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวหลัก พิพิธภัณฑ์ และวัดส่วนใหญ่ มักจะปิดทำการประมาณ 17:00 - 18:00 น. ดังนั้นในช่วงกลางวันคุณควรไปเที่ยวชมสถานที่รอบนอกที่มีกำหนดเวลาทำการก่อน แล้วค่อยกลับมาที่ โดตอนโบริและชินไซบาชิที่แสงสีไม่เคยดับ ในช่วงหลัง 20:00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด

  • ข้อดีของเส้นทาง: ย่านโดตอนโบริมักเป็นแหล่งที่พักหนาแน่นหรือเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านคมนาคมอยู่แล้ว คุณจะได้เดินผ่านที่นี่บ่อยๆ อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องแยกเวลาเที่ยวต่างหาก
  • เวลาทำการของร้านค้า: แม้จะเป็นเมืองใหญ่อันดับสองอย่างโอซาก้า แต่หลังเวลา 22:00 น. ร้านค้าส่วนใหญ่จะเริ่มปิดตัวลง แทนที่จะฝืนเที่ยวจนดึกดื่น การพักผ่อนให้เร็วขึ้นเพื่อรักษาสภาพร่างกายในวันถัดไปคือวิธีเพิ่มคุณภาพการเดินทางของคุณ

⚠️ ข้อควรระวังเพื่อการท่องเที่ยวในเมืองที่ปลอดภัยและสนุกสนาน

  • การคมนาคม: ค่าแท็กซี่ในญี่ปุ่นค่อนข้างแพงมาก หากพลาดรถไฟเที่ยวสุดท้ายอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่โดยไม่คาดคิด ดังนั้นต้องตรวจสอบเวลารถไฟใต้ดินเที่ยวสุดท้ายกลับที่พักให้ดี
  • เอบิสุบาชิ (Ebisubashi): สะพานที่เชื่อมต่อโดตอนโบริและชินไซบาชิแห่งนี้ นอกจากจะเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตหน้า ป้ายกูลิโกะ แล้ว ยังมีชื่อเล่นว่า 'สะพานนันปะ' (สะพานหาคู่)
  • การท่องเที่ยวอย่างมีมารยาท: 'นันปะ' (Nanpa) ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงการ 'เต๊าะ' หรือจีบคนแปลกหน้า เมื่อเร็วๆ นี้ ความพยายามในการจีบสาวของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม กลายเป็นประเด็นใหญ่ในสังคมออนไลน์ท้องถิ่น และอาจเป็นสาเหตุของความรู้สึกไม่ดีต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือไม่เหมาะสม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของนักท่องเที่ยว

💡 เคล็ดลับจาก TourCast

ค่ำคืนที่โดตอนโบรินั้นสวยงามแต่คนเยอะมาก ต้องระวังพวกมิจฉาชีพหรืออุบัติเหตุจากความวุ่นวาย หากต้องการรูปถ่ายคู่กับป้ายกูลิโกะแบบไม่มีคนติด แนะนำให้ลองมาตอนเช้าตรู่ จะถ่ายรูปได้อย่างสบายใจกว่ามากครับ